แปลก! อึ้ง! สาวพังงารู้วันตาย บอกเพื่อนให้มาเต้นหน้าศพ

เรื่องแปลกรู้ตัวก่อนตาย

อึ้ง! สาวพังงารู้วันตาย บอกเพื่อนให้มาเต้นหน้าศพ พร้อมกำชับให้ใส่เสื้อสีม่วงซึ่งเป็นสีโปรด ด้านเพื่อนก็จัดตามคำขอ ระบุลูกชายผู้ตายวัย 4 ขวบ บอกแม่มากระซิบบอกให้ซื้อหวย ขณะที่ชาวบ้านก็ซื้อตามจนถูกหวยไปตาม ๆ กัน
กลาย เป็นข่าวฮือฮาไปทั่ว จ.พังงา เกี่ยวกับการเสียชีวิตของ “นางสาวระรวย บำเมโค หรือภา” อายุ 37 ปี ชาวบ้านในหมู่บ้านน้ำเค็ม อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ที่ เธอรู้ว่าเธอจะเสียชีวิตในวันรุ่งขึ้น พร้อมบอกเพื่อนให้มาช่วยกันเต้นหน้าศพ ด้านเพื่อนก็รับปากเพราะคิดว่าเธอพูดเล่น แต่แล้วพอถึงวันรุ่งขึ้น นางสาวระรวยก็ได้เสียชีวิตจริง ๆ ซึ่งสร้างความตกตะลึงแก่ผู้ทราบข่าวเป็นอย่างมาก
ทั้งนี้ นางสาวระรวย ได้เสียชีวิตลงด้วยโรคลมปัจจุบัน ขณะนอนอยู่ที่บ้านพัก โดย นายสุจินต์ แก้วเพ็งกรอ อายุ 48 ปี ผู้เป็นสามี ตั้งศพบำเพ็ญกุศลขึ้นในบ้าน และกำหนดฌาปนกิจ วันที่ 6 สิงหาคม 2555 เวลา 12.30 น. ณ เมรุวัดน้ำเค็ม อ.ตะกั่วป่า ทั้งนี้ ก่อนหน้าที่นางสาวระรวยจะเสียชีวิตนั้น เธอและเพื่อน ๆ ได้เดินทางมายังงานเลี้ยงงานบวชลูกชายของเพื่อนในหมู่บ้าน ซึ่งคืนนั้น เธอได้บอกว่า คงจะไม่ได้ไปงานบวชในตอนเช้า และอยากให้เพื่อนซื้อโลงศพให้ เพราะเธอจะตายพรุ่งนี้ อีกทั้งยังกำชับให้เพื่อน ๆ ทุกคนไปเต้นหน้าศพให้เธอดูด้วย พร้อมกับให้ใส่เสื้อสีม่วง ซึ่งเป็นสีโปรดที่เธอชอบ ด้านเพื่อน ๆ ก็รับปาก เพราะคิดว่านางสาวระรวยพูดเล่น
นางยินดี ภีระโคตร อายุ 49 ปี เพื่อนสนิทของผู้ตาย ได้เล่าเรื่องราวให้ฟังว่า ตอนนั้นตนคิดว่านางสาวระรวยพูดเล่น เพราะกำลังเต้นกันอย่างสนุกในงานทำขวัญนาค แต่พอมาตอนเช้าตนก็ทราบข่าวว่า นางสาวระรวยเสียชีวิตแล้ว ซึ่งเพื่อน ๆ ทุกคนรู้สึกตกใจมาก ถึงการจากไปกะทันหันของเพื่อน             นางยินดี กล่าวอีกว่า ในวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา ตนและเพื่อน ๆ เลยรวมตัวกันนำเครื่องเสียงมาติดตั้งพร้อมกับเต้นรำหน้าศพตามที่เพื่อนได้ เคยบอกแล้ว แต่เมื่อเต้นไปได้สักพัก จู่ ๆ นางวิภาพร คุ้มเขต อายุ 37 ปี เพื่อนสนิทของนางสาวระรวย ก็ได้วิ่งออกไปจากงานศพประมาณ 200 เมตร ท่ามกลางความตกตะลึงของเพื่อน ๆ และแขกเหรื่อทั้งหลาย เนื่องจากนางวิภาพรวิ่งไปร้องไห้ไป และบอกกับเพื่อน ๆ เป็นภาษาใต้ว่า ภาไม่อยากกลับไป… เป็นห่วงลูกเต้ ทั้งนี้ เมื่อได้ยินดังนั้น นายสุจินต์ สามีของนางสาวระรวย จึงได้พาน้องเต้ อายุ 4 ขวบ ซึ่งเป็นลูกชายของผู้ตายมาพบ เมื่อน้องเต้มาถึงนางวิภาพรก็โผเข้าไปกอดและเรียกลูกอยู่ตลอดเวลา ขณะที่เพื่อน ๆ ที่มุงดูถึงกลับน้ำตาคลอ จนพี่สาวของนางสาวระรวยเดิน มาบอกว่า น้องไปเถอะไม่ต้องเป็นห่วง เพราะจะช่วยดูแลหลานให้ หลังจากนั้นสักพักวิญญาณของนางสาวระรวยก็หลุดออกจากร่างนางวิภาพรไป
นอกจากนี้ นางยินดี ยังกล่าวอีกว่า น้องเต้ลูกชายของนางสาวระรวย ได้เปิดเผยว่า หลังจากแม่ตายไปแล้ว ได้ยินแม่มากระซิบบอกให้ซื้อหวยเลข 590 ถ้าซื้อแล้วจะได้เงินเป็นล้าน ซึ่งเมื่อเพื่อนและคนจัดงานศพได้ยินดังนั้น ก็พากันไปซื้อ และก็ถูกหวยได้รับเงินเป็นแสนเป็นล้านกันจริง ๆ

สิ่งที่ได้  ได้รุจักเรื่องที่ลี้ลับและความประหลาด

ที่มาของเรื่อง  http://blog.eduzones.com/rangsit/21757

 

แปลก! อึ้ง! สาวพังงารู้วันตาย บอกเพื่อนให้มาเต้นหน้าศพ

เรื่อง: รวยแบบพอเพียง

เรื่อง: รวยแบบพอเพียง

เรื่อง: รวยแบบพอเพียง

ความพอเพียงที่แท้ (ของญี่ปุ่น)
.
ดร.โสภณ พรโชคชัย*
.

อย่างไรหนอจึงเรียกว่า “พอเพียง” ในทางเศรษฐกิจ
เราลองมาดูตัวอย่างจากญี่ปุ่นกันว่า “ความพอเพียง” ที่แท้เป็นอย่างไร
การพึ่งตนเองที่แท้โดยไม่มีระบบอุปถัมภ์เป็นอย่างไร
คล้ายกับเมืองไทยเราหรือต่างกันอย่างไร
.
.
มารู้จักหมู่บ้านอุมะจิ

.
ในขณะนี้หมู่บ้านต่าง ๆ ในญี่ปุ่นกำลังพังทลาย โดยในปี 2541
มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ อปท. ทั้งหมด 3,232 แห่ง ระดับต่ำสุดของ อปท.
ก็คือหมู่บ้าน ซึ่งมี 570 แห่ง แต่พอถึงปี 2550 มีหมู่บ้านเหลือไม่ถึง 200
แห่งทั่วประเทศแล้ว
.

แต่หมู่บ้านอุมะจิกลับสามารถยืนหยัดและเติบโตสวนกระแสได้
หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ไกลปืนเที่ยงจริง ๆ คืออยู่กลางหุบเขา บนเกาะชิโกกุ
ห่างไกลตัวเมืองโดยใช้เวลาเดินทางโดยรถแท็กซี่ประมาณ 2 ชั่วโมง
ประชากรที่นี่มีเพียง 1,117 คน หมู่บ้านนี้เคยมีประชากรสูงสุดถึง 3,500
คนในสมัยอุตสาหกรรมป่าไม้รุ่งเรือง
.
.
ส้มยูสุเพื่อการพึ่งตนเอง
.

ในช่วงที่เป็นหมู่บ้านอุตสาหกรรมทำไม้ หมู่บ้านนี้พึ่งพิงรัฐเพียงอย่างเดียว
จนมาตกต่ำสุดขีดเมื่อปี 2532 เมื่อบริษัททำไม้ล้มละลาย
ดังนั้นหมู่บ้านนี้จึงต้องหาทางออกใหม่ เช่น
การแปรรูปไม้เป็นกระเป๋าหรือผลิตภัณฑ์อื่นส่งไปขายทั่วโลก และการทำน้ำส้มยูสุ
ตลอดจนการทำกิจการโรงแรมน้ำแร่ร้อนในหมู่บ้านเพื่อทดแทนอุตสาหกรรมป่าไม้ที่ร่วงโรยไป

.

อย่างไรก็ตามการส่งเสริมการปลูกส้มชนิดนี้กันอย่างขนานใหญ่ในแถบตะวันตกของญี่ปุ่น
ทำให้เกิดภาวะล้นตลาดในปี 2522 หมู่บ้านก็ยิ่งหดตัวลงอีก การทำอะไรตาม ๆ
กันจึงไม่ใช่สูตรตายตัวแห่งความสำเร็จ
ดังนั้นการเรียนรู้เพื่อการทำธุรกิจที่เป็นมืออาชีพของหมู่บ้านจึงได้เริ่มขึ้น

.
นอกจากนี้ในหมู่บ้านยังมีโรงแรมน้ำแร่ร้อน ปรากฏว่ามีรายได้ปีละ 150
ล้านเยน มีผู้ใช้บริการ 40,000 คนในปี 2541 และเป็น 50,000 คนในปี 2550
โดยพักค้างคืน 7,100 คนต่อปี
และนับถึงบัดนี้มีผู้เข้าพักโรงแรมแห่งนี้นับล้านคนแล้ว
.
.

กลยุทธ์ธุรกิจที่พึงเรียนรู้
.

ความสำเร็จของหมู่บ้านนี้ไม่ใช่มาจากความพยายามแบบมวยวัด
แต่เป็นการหยั่งรู้จริงของการบริหารและจัดการธุรกิจอย่างเป็นระบบที่ควรค่าแก่การศึกษายิ่ง
เป็นการทำธุรกิจแบบมืออาชีพโดยแท้ที่ไม่น่าเชื่อว่าหมู่บ้านเล็ก ๆ จะสามารถทำได้
(แต่ถ้าทำไม่ได้ก็คงถูกลบไปจากประวัติศาสตร์หรือพังทลายเช่นหมู่บ้านญี่ปุ่นอื่น ๆ
แล้ว)
.
กลยุทธ์ธุรกิจในที่นี้ขอนำเสนอเป็นข้อ ๆ เพื่อให้เห็นชัดเจนดังนี้:

.
1. กลยุทธ์ขายตรงสู่ผู้ซื้อ
ในการจำหน่ายสินค้าการขายตรงสู่ผู้ซื้อทำให้สามารถทำกำไรสูงสุดเพราะเน้นการติดต่อตรงระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค
ลูกค้าจำนวนถึง 350,000 รายคงพอเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จตามกลยุทธ์นี้ได้
แต่การวางขายตามร้านก็มีเช่นกัน
.
2.
การวิจัยผลิตภัณฑ์เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำอยู่เสมอ เช่น
แต่เดิมแถบนี้ก็มีการผลิตน้ำส้ม แต่เป็นแบบเข้มข้นที่ต้องละลายน้ำ
ผู้ซื้อเองก็อาจกะปริมาณน้ำที่จะผสมไม่ถูก รสชาติก็อาจเปลี่ยนไป
หมู่บ้านนี้จึงคิดสูตรน้ำส้มแบบพร้อมดื่ม ซึ่งเป็นผลจากการวิจัยอย่างหนัก
.

3. การออกบูธเพื่อส่งเสริมการขาย แต่ละครั้งก็มีต้นทุนประมาณ 200,000 – 300,000
เยน ไม่ใช่ไปขอทางห้างร้านหรือรัฐบาลอุปถัมภ์ ในการออกร้านยังมีหลักการสำคัญคือ
นอกจากขายน้ำส้มแล้วยังมีซูชิขายด้วย เพื่อจูงใจให้ลูกค้าเข้าร้าน
อย่างไรก็ตามการออกร้านซึ่งมักต้องเกี่ยวข้องกับห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่นั้น
ผู้ทำธุรกิจก็ต้องเข้าใจธรรมชาติของห้างเหล่านี้ด้วย
ตัองระวังเรื่องปริมาณการสั่งซื้อที่อาจมากเกินความสามารถในการผลิต
เรื่องการดึงให้ผู้ผลิตเข้าร่วมสงครามราคา รวมทั้งกำหนดการส่งสินค้าที่แน่นอน
ไม่ยืดหยุ่น เป็นต้น
.
4. การลงทุนว่าจ้างมืออาชีพมาดำเนินการ
(ไม่ใช่ไปขอแรงฟรี) สินค้าดีต้องอยู่ในรูปโฉมที่ดีด้วย ดังนั้นการออกแบบฉลาก
และหีบห่อจึงมีความสำคัญและควรใช้มืออาชีพ นอกจากนี้การทำใบปลิว โปสเตอร์
ก็ควรใช้บริการมืออาชีพที่มีหลักวิชาที่ถูกต้องเช่นกัน
.
5.
การลงทุนโฆษณาผ่านสื่อก็เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ไม่ใช่แบมือขอฟรี
สื่อหนึ่งที่ไม่อาจมองข้ามก็คือหนังสือพิมพ์ หมู่บ้านนี้ทำ “หนังสือพิมพ์ยูสุ”
ซึ่งคงออกรายสะดวกแต่มีจำนวนพิมพ์ถึง 30,000 ฉบับต่อครั้ง
หมู่บ้านนี้ยังรู้จักลงทุนโฆษณาทางโทรทัศน์ ในปี 2532 เคยโฆษณาแบบปูพรมใช้เงินถึง
2,500,000 เยน ยิงโฆษณาไปถึง 250 ครั้ง จนมีอำนาจต่อรองกับสถานีโทรทัศน์
.

6. ความทันสมัยเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ หมู่บ้านนี้ทันสมัยทันโลก
ไม่ปฏิเสธเทคโนโลยี รู้จักใช้คอมพิวเตอร์
นอกจากนี้ยังสร้างโฮมเพจเผยแพร่ข่าวสารไปได้ทั่วโลกอีกด้วย
.
7.
การสานสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าก็เป็นกลยุทธ์สำคัญเช่นกัน หมู่บ้านนี้แม้ไม่มีกอล์ฟ
แต่ผู้บริหารก็เอาใจลูกค้าโดยพาไปตกปลาแทน
กลยุทธ์การสานสัมพันธ์อีกอย่างหนึ่งก็คือการดูงาน ในแต่ละปีมีคนมาดูงานหลายพันคน
ซึ่งถือเป็นการประชาสัมพันธ์ที่ดีของหมู่บ้าน
นอกจากนี้หมู่บ้านนี้ยังผูกใจลูกค้าด้วยการจัดส่งบัตรอวยพรไปให้ลูกค้าอยู่เนือง ๆ
แม้จะเสียเวลาและค่าใช้จ่ายบ้าง แต่ก็คุ้มค่าในระยะยาว
.
8.
กลยุทธ์สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือการหาเครื่องหมายรับรอง เช่น
การยืมมือผู้มีชื่อเสียงมาสร้างความน่าเชื่อถือ เช่น
ครั้งหนึ่งมกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่นก็เคยเสวยน้ำส้มของหมู่บ้านนี้มาแล้ว
นอกจากนี้การแสวงหารางวัลเกียรติยศก็เป็นการสร้างหลักประกันของแบรนด์ทางหนึ่ง
การได้รับรางวัลเป็นการช่วยกระตุ้นยอดขาย
อันถือเป็นใบเบิกทางสำคัญในการสร้างความเชื่อถือแก่ลูกค้า พอยี่ห้อติดมีชื่อเสียง
ก็จะมีโอกาสดี ๆ ตามเข้ามา เช่น มีห้างร้านต่าง ๆ อยากได้สินค้าไปวางขายเพิ่มขึ้น
หรือบริษัทผลิตขวดก็วิ่งเข้ามาหา เป็นต้น
.
.
รู้จักสร้างจุดขาย
.

ในญี่ปุ่นอาจมีส้มอื่นที่อร่อยกว่าส้มยูสุ
แต่ส้มยูสุมีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจอันถือเป็นจุดขายของส้ม
กล่าวคือการปลูกส้มยูสุในหมู่บ้านนี้และหมู่บ้านอื่นบนเกาะนี้ก็มีความเกี่ยวพันกับราชวงศ์ญี่ปุ่นในสมัยโบราณที่หลบหนีภัยการเมืองมาอยู่บนเกาะนี้
อย่างไรก็ตามสินค้าเกษตรอื่น ๆ อาจไม่มีจุดขายข้อนี้
แต่ก็ต้องพยายามค้นหาจุดขายในแง่ของตนเองให้พบจึงจะประสบความสำเร็จ
.

จุดอ่อนที่กลับกลายเป็นจุดขายอีกอย่างหนึ่งคือความเป็นบ้านนอก บ้านนอกยังมี
“บางสิ่งที่เมืองใหญ่ทำหายไป” อย่างถนนทางเข้าหมู่บ้านที่คับแคบ แรก ๆ
ชาวบ้านก็อยากให้ทางการช่วยขยายถนนให้
แต่เมื่อพบว่านักท่องเที่ยวชอบใจในความเป็นชนบท จึงได้คิด
การมีถนนใหญ่เข้าถึงหมู่บ้านกลับยิ่งเป็นการอำนวยความสะดวกให้คนในหมู่บ้านย้ายหนีออกกันเสียอีก

.
.
บทสรุป
.

ที่นำเสนอข้างต้นก็คือตัวอย่างของจริงของความพอเพียง
เราทำธุรกิจต้องเข้าใจการทำธุรกิจ
แม้ผลิตภัณฑ์หมู่บ้านนี้จะไม่ใช่อันดับหนึ่งของญี่ปุ่น แต่จัดอยู่อันดับต้น ๆ
ของจังหวัด
แต่ก็ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ก็เพราะความเป็นมืออาชีพในการบริหารธุรกิจโดยแท้
สินค้าที่จะประสบความสำเร็จ จึงไม่จำเป็นต้องมีรสชาติอันดับหนึ่ง
แต่อยู่ที่การบริหารที่ดีเยี่ยมที่ต้องมีทรัพยากรบุคคลเพียงพอและมีระบบองค์กรที่ดี
หมู่บ้านนี้ยังสอนว่าผู้ทำธุรกิจที่ดีต้องพิจารณาการขยายตลาดอยู่เสมอ
.

อาจกล่าวได้ว่าในการในโลกของการทำธุรกิจ ไม่มีคำว่า “พอเพียง”
ในความหมายของการหยุดหรือรักษาระดับอยู่ ณ ขีดใดขีดหนึ่ง
แต่ภาวะความพอเพียงมีลักษณะพลวัตรที่ต้องก้าวไปข้างหน้าอยู่เสมอ หยุดนิ่งไม่ได้
เหมือนน้ำ ถ้าหยุดหรือพอเมื่อไหร่ก็คงเน่า
.
สู้โลกาภิวัตน์ด้วยโลกาภิวัตน์
ไม่ใช่ถอยหลังเข้าคลอง หรือกลับไปอยู่ป่าแบบยืนกระต่ายขาเดียว
ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือแต่อย่างใด
.
.
หมายเหตุ:

บทความนี้เขียนจากการอ่านหนังสือชื่อ “ประสบการณ์ยิ่งใหญ่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ”
ซึ่งเขียนโดยคุณมาซาฮิโกะ โอโตชิ และได้รับการแปลถ่ายทอดเป็นไทยโดยคุณมุทิตา พานิช
สำนักพิมพ์สวนเงินมีมา มีนาคม 2549. 283 หน้า

สิ่งที่ได้  ได้รุจักการใช้ชีวิตอย่างพิเพียง

ที่มาของเรื่อง  http://blog.eduzones.com/rangsit/21757

 

17 สูตร เพื่อผิวสวย !!!

17 สูตร เพื่อผิวสวย !!!  

…บำรุงผิวให้อ่อนเยาว์…

1. หากอยากให้ผิวพรรณผุดผ่องล่ะก็ ก่อนลงเล่นน้ำทะเลควรจะชโลมเบบี้ออยล์ให้ทั่วตัวก่อน แล้วค่อยใช้ทรายที่ชายทะเลขัดผิว ก่อนที่จะไปล้างตัวด้วยการเล่นน้ำทะเล แต่อย่าลืมทาครีมหรือโลชั่นกันแดดที่มี SPF 15 ด้วย ไม่งั้นผิวสวยๆจะไหม้เกรียมซะก่อนนะจ๊ะ 2. ส่วนสาวที่มีผิวบอบบาง ควรป้องกันผิวจากรังสียู่วีในแสงอาทิตย์ได้ด้วยการชโลมน้ำมันอัลมอนด์ลงบนผิวกายทุกครั้งหลังอาบน้ำ หรือจะใช้น้ำมันที่สกัดจากมะพร้าว ก็ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดและลมหนาวได้เหมือนกัน 3. มอยส์เจอไรเซอร์ สำหรับสาวที่มีผิวไวและเกิดการระคายเคืองง่าย ควรเลือกชนิดที่ไม่มีส่วนผสมของกรดหรือน้ำหอม สังเกตได้บนฉลากของผลิตภัณฑ์จะเขียนคำว่า ” Comedogenic ” หมายถึงผลิตภัณฑ์นั้นจะไม่ทำให้รูขุมขนอุดตันนั่นเอง 4. สาวที่มีผิวธรรมดา แต่มักตกสะเก็ดและคันในช่วงหน้าหนาว ขอแนะนำให้ใช้โลขั่นที่มีความชุ่มชื้น ที่ออกแบบมาสำหรับคงความชุ่มชื้นไว้ในผิวได้ตลอด 24 ชั่วโมง 5. สาวที่อยากมีผิวขาวเนียนสว่างกระจ่างตา ทำได้โดยนำมะขามเปียกมาขัดถูผิวเวลาอาบน้ำ จะช่วยให้ผิวเนียนนุ่มไม่แห้งแตก ยิ่งในช่วงหน้าหนาวอย่างนี้ด้วยยิ่งดีใหญ่ เพราะจะช่วยบำรุงผิวให้นุ่มเนียนน่าสัมผัสมากยิ่งขึ้น

…ใส่ใจใบหน้าให้ใสปิ๊ง…

6. ดื่มน้ำแร่อย่างน้อย 1.5 ลิตรทุกวัน จะช่วยให้ผิวพรรณและใบหน้าสดใส
7. ใช้น้ำแร่เย็นเฉียบล้างหน้าเป็นประจำเช้า-เย็น จะช่วยลดรอยขรุขระบนใบหน้าได้ น้ำเย็นยังช่วยให้ผิวหน้าปรับสภาพและคืนสมดุลได้อย่างเป็นธรรมชาติอีกด้วย 8. สาวๆหลายคนอาจยังไม่รู้ว่า ผิวหน้าก็หิวน้ำได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นหมั่นฉีดสเปรย์น้ำแร่ให้ใบหน้าคงความชุ่มชื้นได้ตลอดวัน
9. นำน้ำผึ้งมาอุ่นให้ได้อุณหภูมิพอเหมาะ แล้วพอกทาทั่วใบหน้าและลำคอ วิธีนี้จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น และเป็นการให้สารอาหารบำรุงกับผิวหน้าด้วย 10. ลองใช้น้ำผึ้งมาผสมน้ำนมอาบเหมือนพระนางคลีโอพัตราบ้างก็ได้ วิธีนี้จะช่วยบำรุงผิวให้นุ่มนวลดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ 11. ใช้เมล็ดอัลมอนด์บดผสมกับโยเกิร์ต พอกทิ้งไว้ 18-20 นาที ใช้น้ำล้างหน้าแล้วใช้ผ้าสะอาดเช็ด จากนั้นล้างหน้าอีกครั้ง แล้วคุณจะรู้สึกได้ถึงผิวหน้าที่นุ่มนวลเนียนใส

…ถนอมผิวรอบดวงตา…

12. ทำความสะอาดรอบดวงตาอย่างละมุนละไม โดยเฉพาะสาวไหนที่รักการแต่งหน้าเป็นชีวิตจิตใจ ควรเลือกใช้โลชั่นเช็ดเครื่องสำอางที่ผลิตมาเป็นพิเศษสำหรับล้างเครื่องสำอางอย่างอายแชโดว์และมาสคาร่า
13. ก่อนเลือกซื้อครีมบำรุงรอบดวงตา ให้พิจารณาด้วยว่ามีส่วนผสมอะไรในครีมบ้าง เช่น ถ้าผสมชาเขียวซึ่งมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ก็จะช่วยฟื้นฟูผิวของคุณให้สดใสขึ้น หรือถ้ามีส่วนผสมของคาโมมายล์ ก็จะช่วยในการผ่อนคลาย และปลอบประโลมผิวจากอาการระคายเคืองได้ดี 14. สำหรับสาวที่อยากชะลอริ้วรอยก่อนวัย ควรเลือกครีมบำรุงดวงตาที่มีส่วนผสมของวิตามินเอ จะช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่น ขณะที่วิตามินบีจะช่วยซ่อมแซมผิว และวิตามินช่วยปกป้องผิวจากริ้วรอย
15. ก่อนนอน ควรดูแลผิวรอบดวงตาด้วยการใช้นิ้วมือแตะครีมบำรุงรอบดวงตา แล้วถูเนื้อครีมให้เข้ากัน วิธีนี้จะช่วยให้เนื้อครีมผสมผสานทำงานได้ดีขึ้น แล้วแตะเบาๆบนผิวรอบดวงตา ปล่อยให้เนื้อครีมซึมซาบเข้าสู่ผิวจะช่วยบำรุงและชะลอริ้วรอยเพื่อผิวหน้าสดใส 16. ส่วนครีมบำรุงรอบดวงตาตอนเช้า เลือกชนิดเจลที่มีส่วนผสมของวิตามินที่ช่วยลดริ้วรอยและปกป้องแสงแดด ทั้งนี้ไม่ควรใช้ครีมสำหรับใบหน้าทาบริเวณรอบดวงตา เพราะบางชนิดเนื้อครีมจะมีความเข้มข้นสูง และมีส่วนผสมของน้ำหอม และสี ซึ่งอาจทำให้ดวงตาเกิดการระคายเคืองได้ 17. สาวไหนนอนดึก สามารถแก้ขอบตาดำคล้ำได้ด้วยการฝานมันฝรั่งบางๆ แล้ววางลงบนเปลือกตาทั้งสองข้าง ทิ้งไว้ 10 นาที น้ำและความชุ่มชื้นจากมันฝรั่งจะซึมซาบเข้าสู่ผิว ช่วยให้รอยคล้ำใต้ตาจางลงได้

สิ่งที่ได้  ได้รุจักการดูแลรักษาผิวใหถูกต้อง

ที่มาของเรื่อง  http://blog.eduzones.com/rangsit/21757

 

 

หลัก 5 ประการ ช่วยชะลอความแก่และริ้วรอย

หลัก 5 ประการ ช่วยชะลอความแก่และริ้วรอย

แสงแดดมีภัย- ห่างไกลเสียดีกว่า

           พยายามหลีกเลี่ยงแสงแดดจ้าในช่วงเวลา 10.00-15.00 น. เพราะเป็นช่วงที่มีรังสีอัลตราไวโอเลต UV สูงสุด และหากเลี่ยงไม่ได้จริงๆก็ควรจะหาเกราะป้องกันให้กับผิวพรรณด้วยการทายากันแดดที่มีค่า SPF Sun Protecting Factor อย่างน้อย 15 ขึ้นไป โดยทาก่อนออกแดดประมาณ 30 นาที ที่สำคัญคือควรเลือกใช้ชนิดที่ไม่มีน้ำหอมเจือปน เพื่อป้องกันอาการแพ้ที่อาจเกิดขึ้นเสมอ

หลีกเลี่ยงการทับ- รอยยับจะไม่เกิด

           ท่านอนนับเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะการนอนท่าเดิมตลอดเวลาจะทำให้เกิดรอยย่นในด้านที่ถูกทับได้ ฉะนั้นจึงควรเปลี่ยนท่านนอนบ่อยๆ และใช้หมอนทางเตี้ย เพื่อป้องกันผิวหนังย่นจากรอยทับ พยายามหลีกเลี่ยงการบริหารกล้ามเนื้อใบหน้าซ้ำๆ เพราะจะให้รอยย่นเด่นชัดขึ้น และเมื่อต้องอยู่กลางแดดจ้า ก็ควรที่จะสวมแว่นกันแดด หมวกหรือกางร่ม เพื่อลดอาการหยีตาซึ่งจะเพิ่มรอยตีนกาบริเวณหางตาให้มากขึ้น

กันไว้ดีกว่าแก้ – ดูแลผิวให้ชุ่มชื้น

           ผิวหนังของคนเราจะมีส่วนประกอบของน้ำอยู่เกือบ 90% ที่เหลือจะเป็นส่วนของไขมัน และมอยส์เจอไรซิ่งแฟ็กเตอร์ Moisturizing Factor ซึ่งเป็นตัวอมน้ำไม่ให้ระเหยออกไปจากผิว ดังนั้นจึงควรมีการเติมอาหารให้ผิวด้วยโลชั่นหรือครีมที่มีส่วนผสม Moisturizer เพื่อคืนความชุ่มชื้นให้กับผิวพรรณเสมอ และควรให้ร่างกายได้รับฮอร์โมนทดแทนในปริมาณที่เหมาะสมก็จะช่วยให้ผิวหนังมี ความยืดหยุ่นได้ดี

ใส่ใจอาหาร – ต่อต้านสิ่งเสพติด

           พยายามบังคับตนเองรับประทานอาหารให้ครบหมู่ โดยเฉพาะวิตามินเอ ซี และอี ซึ่งมีสาร Antioxidants  แอนตี้ออกซิแดนท์ ที่มีคุณสมบัติชะลอการเสื่อมของผิวหนัง ดื่มน้ำสะอาดวันละ 6-8 แก้ว และงดเว้นการสูบบุหรี่ ดื่มชา กาแฟ เครื่องดื่มที่มีแอลอฮอล์ ซึ่งเป็นตัวบ่อนทำลายเซลล์ผิวหนังให้เสื่อมเร็วกว่าวัยอันควร

พักผ่อน – ออกกำลังกาย – คลายเครียด

           การพักผ่อนนอนหลับอย่างเพียงพอจะช่วยให้ผิวพรรณสดใส ขณะที่การออกกำลัยกายก็มีความสำคัญในด้านที่จะช่วยให้ระบบโลหิตไหลเวียนดี ขึ้นทำให้ผิวหนังได้รับสารอาหารและออกซิเจนเพิ่มมากขึ้น ส่วนการทำจิตใจสดใสคลายเครียดนั้นก็เหมือนกับการผ่อนคลายกล้ามเนื้อไปในตัว

          จริงๆ แล้วด้วยกฎเหล็ก 5 ประการนี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับการช่วยชะลอความแก่ให้กับผิวพรรณของคุณ เพียงแต่วิธีการเช่นนี้จะเห็นผลช้าไปเสียหน่อย โดยเฉพาะคนที่มีผิวหยาบกร้านมากเป็นพิเศษอาจจะต้องใช้เวลายาวนานเป็นปีก็ได้

           ฉะนั้น…คุณผู้หญิงที่มีผิวหยาบกร้านเป็นพิเศษ ก็อาจต้องเพิ่มขึ้นตอนการบำรุงที่มากเป็นพิเศษช่วยด้วย โดยการจัดการกับเซลล์ที่กร้านหรือแก่ให้หลุดลอกออกไปให้ผิวใหม่เกิดขึ้นมา ทดแทนด้วย ซึ่งนับเป็นวิธีการลบริ้วรอยความเหี่ยวย่นของผิวพรรณที่ค่อนข้างได้ผล

สิ่งที่ได้  ได้รุจักการรักษาการชะลอผิวของเรา

ที่มาของเรื่อง:  http://hilight.kapook.com/view/11437

สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะออกเฉียงใต้

สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะออกเฉียงใต้

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

สมาคมประชาชาติ แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คำขวัญ: “One Vision, One Identity, One Community” (หนึ่งวิสัยทัศน์ หนึ่งเอกลักษณ์ หนึ่งประชาคม)
เพลงสดุดี: ดิอาเซียนเวย์
สำนักงานใหญ่ ธงชาติของอินโดนีเซีย กรุงจาการ์ตา
เมืองใหญ่สุด ธงชาติของอินโดนีเซีย กรุงจาการ์ตา
ภาษาทางการ
ชื่อเรียกประชาชน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
รัฐสมาชิก
การปกครอง องค์กรระหว่างประเทศระดับภูมิภาค
- เลขาธิการ ธงชาติของไทย สุรินทร์ พิศสุวรรณ
ก่อตั้ง
- ปฏิญญากรุงเทพ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2510
- กฎบัตรอาเซียน 16 ธันวาคม พ.ศ. 2551
พื้นที่
- รวม 4,479,210.5 ตร.กม. 2,778,124.7 ตร.ไมล์
ประชากร
- 2553 (ประเมิน) 601 ล้านคน
- ความหนาแน่น 135 คน/ตร.กม. 216 คน/ตร.ไมล์
จีดีพี (อำนาจซื้อ) 2553 (ประมาณ)
- รวม $3,084 พันล้าน [2]
- ต่อหัว $5,131
จีดีพี (ราคาตลาด) 2010 (ประมาณ)
- รวม $1,800 พันล้าน
- ต่อหัว $2,995
ดพม. (2554) ▲ 0.742 (ปานกลาง) (61¹)
สกุลเงิน
เขตเวลา เวลามาตรฐานอาเซียน (UTCUTC+9 – UTC+6:30)
โดเมนบนสุด
เว็บไซต์ทางการ http://www.asean.org/
รหัสโทรศัพท์
1 หากถือว่ากลุ่มสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นรัฐเดียว
2 Selected key basic ASEAN indicators
3 การเพิ่มจำนวนของประชากรอยู่ที่ 1.6% ต่อปี

ตึกสำนักงานเลขานุการอาเซียน ที่ประเทศอินโดนีเซีย.

ธงของชาติอาเซียน 10 ชาติ.

สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อังกฤษ: Association of South East Asian Nations) หรือ อาเซียน เป็นองค์กรทางภูมิรัฐศาสตร์และองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีประเทศสมาชิกทั้งหมด 10 ประเทศ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ บรูไน ลาว กัมพูชา เวียดนาม และพม่า อาเซียนมีพื้นที่ราว 4,435,570 ตารางกิโลเมตร มีประชากรราว 590 ล้านคน[3] ในปี พ.ศ. 2553 จีดีพีของประเทศสมาชิกรวมกันคิดเป็นมูลค่าราว 1.8 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐ[4] คิดเป็นลำดับที่ 9 ของโลกเรียงตามจีดีพี มีภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการ[1]

อาเซียนมีจุดเริ่มต้นจากสมาคมอาสา ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2504 โดยไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ แต่ได้ถูกยกเลิกไปเมื่อไทยเสียดินแดนปราสาทพระวิหารให้กัมพูชาในปี พ.ศ. 2505 ต่อมาในปี พ.ศ. 2510 ได้มีการลงนามใน ปฏิญญากรุงเทพ อาเซียนได้ถือกำเนิดขึ้นโดยมีรัฐสมาชิกเริ่มต้น 5 ประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อความร่วมมือในการเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาสังคม วัฒนธรรมในกลุ่มประเทศสมาชิก และการธำรงรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค และเปิดโอกาสให้คลายข้อพิพาทระหว่างประเทศสมาชิกอย่างสันติ[5] หลังจาก พ.ศ. 2527 เป็นต้นมา อาเซียนมีรัฐสมาชิกเพิ่มขึ้นจนมี 10 ประเทศในปัจจุบัน กฎบัตรอาเซียนได้มีการลงนามเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2551 ซึ่งทำให้อาเซียนมีสถานะคล้ายกับสหภาพยุโรปมากยิ่งขึ้น[6] เขตการค้าเสรีอาเซียนได้เริ่มประกาศใช้ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2553 และกำลังก้าวสู่ความเป็นประชาคมอาเซียน ซึ่งจะประกอบด้วยสามด้าน คือ ประชาคมอาเซียนด้านการเมืองและความมั่นคง ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ในปี พ.ศ. 2558[7]

เนื้อหา

[ซ่อน]

[แก้] ประวัติ

██ ประเทศสมาชิกอาเซียน ██ ผู้สังเกตการณ์อาเซียน ██ ประเทศที่ขอสมัครเข้าเป็นสมาชิกอาเซียน ██ อาเซียนบวกสาม ███ การประชุมสุดยอดผู้นำเอเชียตะวันออก █████ การประชุมความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเซีย-แปซิฟิก (ASEAN Regional Forum)

[แก้] สมาคมอาสาและปฏิญญากรุงเทพ

สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีจุดเริ่มต้นนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2504 โดยประเทศไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ได้ร่วมกันจัดตั้ง สมาคมอาสา (ASA, Association of South East Asia) ขึ้นเพื่อการร่วมมือกันทาง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม แต่ดำเนินการได้เพียง 2 ปี ก็ต้องหยุดชะงักลง เนื่องจากความผกผันทางการเมืองระหว่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย และการเสียดินแดนปราสาทพระวิหารให้กัมพูชาของไทย จนเมื่ออินโดนีเซียและมาเลเซียฟื้นฟูสัมพันธภาพระหว่างกัน จึงได้มีการแสวงหาลู่ทางจัดตั้งองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจขึ้นในภูมิภาค “สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” และถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยสมัยรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร โดยมีการลงนาม “ปฏิญญากรุงเทพ” ที่พระราชวังสราญรมย์ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2510 ซึ่งลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศสมาชิกก่อตั้ง 5 ประเทศ ได้แก่ อาดัม มาลิกแห่งอินโดนีเซีย, นาร์ซิโซ รามอสแห่งฟิลิปปินส์, อับดุล ราซัคแห่งมาเลเซีย, เอส. ราชารัตนัมแห่งสิงคโปร์ และถนัด คอมันตร์แห่งไทย ซึ่งถูกพิจารณาว่าเป็นบิดาผู้ก่อตั้งองค์กร[8]

ความประสงค์ของการจัดตั้งกลุ่มอาเซียนขึ้นมาเกิดจากความต้องการสภาพแวดล้อมภายนอกเพื่อที่ผู้ปกครองของประเทศสมาชิกจะสามารถมุ่งความสนใจไปที่การสร้างประเทศ ความกังวลต่อการแพร่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์ร่วมกัน ความศรัทธาหรือความเชื่อถือต่อมหาอำนาจภายนอกที่เสื่อมถอยลงในช่วงพุทธทศวรรษ 2500 รวมไปถึงความต้องการการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ การจัดตั้งกลุ่มอาเซียนมีวัตถุประสงค์แตกต่างจากสหภาพยุโรป เพราะกลุ่มอาเซียนถูกสร้างขึ้นเพื่อสนับสนุนความเป็นชาตินิยม[9]

[แก้] การขยายตัว

ในปี พ.ศ. 2519 ปาปัวนิวกินีได้รับสถานะผู้สังเกตการณ์[10] และตลอดช่วงพุทธทศวรรษ 2510 กลุ่มประเทศสมาชิกได้มีการจัดตั้งโครงการความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างจริงจัง หลังจากผลของการประชุมที่จังหวัดบาหลี ในปี พ.ศ. 2519 แต่ว่าความร่วมมือดังกล่าวได้รับผลกระทบกระเทือนอย่างหนักในช่วงพุทธทศวรรษ 2520 ก่อนจะได้รับการฟื้นฟูเมื่อปี พ.ศ. 2534 เนื่องจากไทยเสนอให้มีการจัดตั้งเขตการค้าเสรีขึ้น ต่อมา ประเทศบรูไนดารุสซาลาม ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกเป็นประเทศที่หก เมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2527 ซึ่งห่างจากวันที่บรูไนประกาศเอกราชเมื่อวันที่ 1 มกราคม เพียงสัปดาห์เดียว[11]

ต่อมา เวียดนามเข้าร่วมเป็นสมาชิกประเทศที่เจ็ด ในวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2538[12] ไม่นานหลังจากนั้น ลาวและพม่าได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกประเทศที่แปดและเก้าตามลำดับ ในวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2540[13] ส่วนกัมพูชามีความประสงค์ที่จะเข้าร่วมเป็นสมาชิก แต่ถูกเลื่อนออกไปจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศ จนกระทั่งในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2542 กัมพูชาได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกประเทศที่สิบ หลังจากรัฐบาลกัมพูชามีความมั่นคงแล้ว[13][14]

ในช่วงพุทธทศวรรษ 2530 สมาชิกอาเซียนได้มีประสบการณ์ทั้งในด้านการมีประเทศสมาชิกเพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงความพยายามในการรวบรวมกลุ่มประเทศให้เป็นหนึ่งเดียวไปอีกขึ้นหนึ่ง ในปี พ.ศ. 2533 มาเลเซียได้เสนอให้มีความร่วมมือทางเขตเศรษฐกิจเอเชียตะวันออก ซึ่งประกอบด้วยประเทศกลุ่มสมาชิกอาเซียน สาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้[15] โดยมีเจตนาเพื่อถ่วงดุลอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาซึ่งเพิ่มพูนมากขึ้นในความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) และภูมิภาคเอเชียโดยรวม[16][17] แต่ว่าข้อเสนอดังกล่าวถูกยกเลิกไป เพราะได้รับการคัดค้านอย่างหนักจากญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา[16][18] แม้ว่าจะประสบความล้มเหลวในด้านดังกล่าว แต่กลุ่มสมาชิกก็ยังสามารถดำเนินการในการรวมกลุ่มประเทศให้เป็นหนึ่งเดียวกันต่อไปได้

ใน พ.ศ. 2535 มีการลงนามใช้แผนอัตราภาษีศุลกากรพิเศษที่เท่ากัน (Common Effective Preferential Tariff) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียนในฐานะที่เป็นฐานการผลิตที่สำคัญเพื่อป้อนสินค้าสู่ตลาดโลก โดยอาศัยการเปิดเสรีด้านการค้าและการลดภาษีและอุปสรรคข้อกีดขวางทางการค้าที่มิใช่ภาษี รวมทั้งการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาษีศุลกากรเพื่อเอื้ออำนวยต่อการค้าเสรี โดยกฎหมายดังกล่าวเป็นโครงร่างสำหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน หลังจากวิกฤตการณ์ทางการเงินในเอเชีย ในปี พ.ศ. 2540 ข้อเสนอของมาเลเซียถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้งในจังหวัดเชียงใหม่ หรือที่รู้จักกันว่า การริเริ่มเชียงใหม่ ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มระหว่างกลุ่มสมาคมอาเซียนและประเทศในเอเชียอีกสามประเทศ คือ จีน ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้[19]

นอกเหนือจากความร่วมมือช่วยเหลือพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกแล้ว อาเซียนยังมีวัตถุประสงค์ในการธำรงรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค ในวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2538 มีการลงนามสนธิสัญญาเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ สนธิสัญญาฉบับดังกล่าวเริ่มมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2540 ซึ่งเป็นการห้ามอาวุธนิวเคลียร์ทุกประเภทในภูมิภาค[20]

หลังจากปฏิญญาว่าด้วยความร่วมมือในอาเซียน ฉบับที่สอง (อังกฤษ: Bali Concord II) ในปี พ.ศ. 2546 กลุ่มประเทศอาเซียนได้ลงนามในความตกลงว่าด้วยทฤษฎีสันติภาพประชาธิปไตย ซึ่งหมายความว่า ประเทศสมาชิกทุกประเทศมีความเชื่อว่ากระบวนการตามหลักการประชาธิปไตยจะทำให้เกิดสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค นอกจากนั้น ประเทศอื่นที่มิได้ปกครองในระบอบประชาธิปไตยในปัจจุบันต่างก็เห็นว่าระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองที่ประเทศสมาชิกอื่น ๆ ควรใฝ่หา[21]

ผู้นำของประเทศสมาชิก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มหาเธร์ โมฮัมหมัดแห่งมาเลเซีย ตระหนักถึงความจำเป็นในการรวมกลุ่มประเทศกันอย่างจริงจัง โดยเริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2540 อาเซียนได้เริ่มตั้งก่อตั้งองค์การหลายแห่งในความพยายามที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว อาเซียนบวกสามเป็นองค์การแรกที่ถูกก่อตั้งขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระชับความสัมพันธ์กับจีน ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ตามด้วยการประชุมเอเชียตะวันออก ซึ่งมีอีกสามประเทศที่เข้าร่วมด้วย คือ อินเดีย ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ กลุ่มดังกล่าวมีแผนการที่เป็นรากฐานของประชาคมเอเชียตะวันออกในอนาคต ซึ่งร่างขึ้นตามอย่างของประชาคมยุโรปซึ่งปัจจุบันสิ้นสภาพไปแล้ว หลังจากนั้น ได้มีการจัดตั้งกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิอาเซียนขึ้น เพื่อศึกษาผลกระทบทั้งในด้านบวกและด้านลบของนโยบายดังกล่าว รวมไปถึงความเป็นไปได้ในการร่างกฎบัตรอาเซียนในอนาคต

ในปี พ.ศ. 2549 กลุ่มอาเซียนได้รับสถานภาพผู้สังเกตการณ์สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ[22] ซึ่งกลุ่มอาเซียนได้มอบสถานภาพ “หุ้นส่วนการอภิปราย” ให้แก่สหประชาชาติเป็นการตอบแทน[23] นอกเหนือจากนั้น ในวันที่ 23 กรกฎาคมปีนั้นเอง โจเซ รามุส-ออร์ตา นายกรัฐมนตรีแห่งติมอร์ตะวันออก ได้ลงนามในความต้องการในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกของกลุ่มอาเซียนอย่างเป็นทางการ และคาดหวังว่าการได้รับสถานภาพผู้สังเกตการณ์เป็นเวลาห้าปีก่อนที่จะได้รับสถานภาพเป็นประเทศสมาชิกอย่างสมบูรณ์[24][25]

ในปี พ.ศ. 2550 กลุ่มอาเซียนได้เฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 40 ปีการก่อตั้งกลุ่มอาเซียน และครบรอบ 30 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตกับสหรัฐอเมริกา[26] ในวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2550 กลุ่มอาเซียนตั้งเป้าที่จะบรรลุข้อตกลงการค้าเสรีทุกฉบับกับจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ภายในปี พ.ศ. 2556 ไปพร้อมกับการก่อตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ภายในปี พ.ศ. 2558[27][28] ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2550 กลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนได้ลงนามในกฎบัตรอาเซียน ซึ่งเป็นกฎข้อบังคับในการดูแลความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสมาชิกกลุ่มอาเซียน และยกระดับกลุ่มอาเซียนให้เป็นองค์การระหว่างประเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เขตการค้าเสรีจีน-อาเซียนมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2553[29][30] นับเป็นเขตการค้าเสรีที่มีประชากรมากที่สุดในโลกและมีมูลค่าจีดีพีคิดเป็นอันดับที่ 3 ของโลก[31][32]

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 มีการลงนามความตกลงการค้าเสรีระหว่างภูมิภาคอาเซียน 10 ประเทศ กับนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย มีการประเมินว่าความตกลงการค้าเสรีนี้จะเพิ่มจีดีพีใน 12 ประเทศขึ้นมากกว่า 48 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ระหว่าง พ.ศ. 2543-2563[33][34] ต้นปี พ.ศ. 2554 ติมอร์ตะวันออกวางแผนจะยื่นจดหมายขอสมัครเข้าเป็นสมาชิกแก่สำนักเลขาธิการอาเซียนในอินโดนีเซีย เป็นประเทศสมาชิกลำดับที่สิบเอ็ดของอาเซียนระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำในกรุงจาการ์ตา อินโดนีเซียแสดงท่าทีต้อนรับติมอร์ตะวันออกอย่างอบอุ่น[35][36][37]

[แก้] ภูมิศาสตร์

ธรณีสัณฐานของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในปัจจุบัน สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประกอบด้วยประเทศสมาชิกจำนวน 10 ประเทศ คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 4.5 ล้านตารางกิโลเมตร และมีประชากรประมาณ 560 ล้านคน (ข้อมูลในปี พ.ศ. 2549) [38] ยอดเขาที่สูงสุดในภูมิภาค คือ ยอดเขาข่ากาโบราซีในประเทศสหภาพเมียนมาร์ ซึ่งมีความสูง 5,881 เมตร และมีอาณาเขตติดต่อกับจีน อินเดีย บังกลาเทศและประเทศสังเกตการณ์อาเซียน คือ ปาปัวนิวกินี

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้น อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 27-36 °C[39] พืชพรรณธรรมชาติเป็นป่าฝนเขตร้อน ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่สองของโลก ป่าดงดิบ ป่าเบญจพรรณ ป่าสน ป่าหาดทรายชายทะเล ป่าไม้ปลูก มีพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ คือ ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง สับปะรด ยางพารา ปาล์มน้ำมันและพริกไทย[40]

[แก้] วัตถุประสงค์

จากสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้มีการสรุปแนวทางของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไว้จำนวนหกข้อ ดังนี้[41]

  1. ให้ความเคารพแก่เอกราช อำนาจอธิปไตย ความเท่าเทียม บูรณภาพแห่งดินแดนและเอกลักษณ์ของชาติสมาชิกทั้งหมด
  2. รัฐสมาชิกแต่ละรัฐมีสิทธิที่จะปลอดจากการแทรกแซงจากภายนอก การรุกรานดินแดนและการบังคับขู่เข็ญ
  3. จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในของรัฐสมาชิกอื่น ๆ
  4. ยอมรับในความแตกต่างระหว่างกัน หรือแก้ปัญหาระหว่างกันอย่างสันติ
  5. ประณามหรือไม่ยอมรับการคุกคามหรือการใช้กำลัง
  6. ให้ความร่วมมือระหว่างกันอย่างมีประสิทธิภาพ

[แก้] การประชุม

[แก้] การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน

บิลบอร์ดในจาการ์ตาเพื่อต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 18

ประเทศสมาชิกกลุ่มอาเซียนได้จัดการประชุมขึ้น เรียกว่า การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ซึ่งประมุขของรัฐบาลของแต่ละประเทศสมาชิกจะมาอภิปรายและแก้ไขประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ รวมไปถึงการจัดการประชุมร่วมกับประเทศนอกกลุ่มสมาชิกเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งแรกจัดขึ้นที่จังหวัดบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ในปี พ.ศ. 2519 จากผลของการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่สาม ณ กรุงมะนิลา ในปี พ.ศ. 2530 สรุปว่าผู้นำประเทศสมาชิกกลุ่มอาเซียนควรจะจัดการประชุมขึ้นทุกห้าปี[42] อย่างไรก็ตาม ผลของการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งต่อมาที่ประเทศสิงคโปร์ ในปี พ.ศ. 2535 ได้เสนอให้จัดการประชุมให้บ่อยขึ้น และได้ข้อสรุปว่าจะมีการจัดการประชุมสุดยอดขึ้นทุกสามปีแทน[42] ต่อมา ในปี พ.ศ. 2544 ผู้นำสมาชิกประเทศกลุ่มอาเซียนได้เสนอให้จัดการประชุมขึ้นทุกปีเพื่อแก้ไขประเด็นปัญหาด่วนที่ส่งผลกระทบในพื้นที่ ประเทศสมาชิกจะได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดขึ้นเรียงตามตัวอักษร ยกเว้นประเทศพม่า ซึ่งถูกยกเลิกการเป็นเจ้าภาพการประชุมในปี พ.ศ. 2549 เนื่องจากปัญหาทางด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งมีแรงกดดันจากสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547[43]

การประชุมอาเซียนอย่างเป็นทางการมีกำหนดการสามวัน ดังนี้

  • ประมุขของรัฐสมาชิกจะจัดการประชุมภายใน
  • ประมุขของรัฐสมาชิกจะหารือร่วมกันกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในที่ประชุมกลุ่มอาเซียน
  • การประชุมที่เรียกว่า “อาเซียนบวกสาม” ประมุขของรัฐสมาชิกจะประชุมร่วมกับประมุขของสาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ โดยจัดขึ้นพร้อมกับการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน
  • การประชุมที่เรียกว่า “อาเซียน-เซอร์” ประมุขของรัฐสมาชิกจะประชุมร่วมกับประมุขของออสเตรเลียและนิวซีแลนด์
การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนอย่างเป็นทางการ
ครั้งที่ วันที่ ประเทศเจ้าภาพ สถานที่จัดการประชุม
1 23-24 กุมภาพันธ์ 2519 ธงของประเทศอินโดนีเซีย อินโดนีเซีย บาหลี
2 4-5 สิงหาคม 2520 ธงของประเทศมาเลเซีย มาเลเซีย กัวลาลัมเปอร์
3 14-15 ธันวาคม 2530 ธงของประเทศฟิลิปปินส์ ฟิลิปปินส์ มะนิลา
4 27-29 มกราคม 2535 ธงของประเทศสิงคโปร์ สิงคโปร์ สิงคโปร์
5 14-15 ธันวาคม 2538 ธงชาติของไทย ไทย กรุงเทพมหานคร
6 15-16 ธันวาคม 2541 ธงของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เวียดนาม ฮานอย
7 5-6 พฤศจิกายน 2544 ธงของประเทศบรูไนดารุสซาลาม บรูไน บันดาร์เสรีเบกาวัน
8 4-5 พฤศจิกายน 2545 ธงของประเทศกัมพูชา กัมพูชา พนมเปญ
9 7-8 ตุลาคม 2546 ธงของประเทศอินโดนีเซีย อินโดนีเซีย บาหลี
10 29-30 พฤศจิกายน 2547 ธงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ลาว เวียงจันทน์
11 12-14 ธันวาคม 2548 ธงของประเทศมาเลเซีย มาเลเซีย กัวลาลัมเปอร์
12 11-14 มกราคม 25501 ธงของประเทศฟิลิปปินส์ ฟิลิปปินส์2 เซบู
13 18-22 พฤศจิกายน 2550 ธงของประเทศสิงคโปร์ สิงคโปร์ สิงคโปร์
143 27 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2552 10-11 เมษายน 2552 ธงชาติของไทย ไทย ชะอำ, หัวหิน พัทยา
15 23-25 ตุลาคม 2552 ธงชาติของไทย ไทย ชะอำ, หัวหิน
16 8-9 เมษายน 2553 ธงของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เวียดนาม ฮานอย
17 28-30 ตุลาคม 2553 ธงของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เวียดนาม ฮานอย
18 7-8 พฤษภาคม 2554 ธงของประเทศอินโดนีเซีย อินโดนีเซีย จาการ์ตา
19 17-19 พฤศจิกายน 2554 ธงของประเทศอินโดนีเซีย อินโดนีเซีย จาการ์ตา
20 3-4 เมษายน 2555 ธงของประเทศกัมพูชา กัมพูชา พนมเปญ
1 การประชุมเลื่อนออกไปเป็นวันที่ 10-14 ธันวาคม เนื่องจากภัยไต้ฝุ่น
2 พม่าไม่ได้รับอนุญาตให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเนื่องจากความกดดันอย่างหนักจากสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป
3 การประชุมถูกเลื่อนออกไปสองครั้งเนื่องจากการชุมนุมประท้วงของกลุ่มต่อต้านรัฐบาล
4 อินโดนีเซียเสนอแลกเปลี่ยนกับบรูไนอาจจะเป็นเจ้าภาพเอเปค (และอาจมีการประชุม G20) ในปี 2013

[แก้] การประชุมสุดยอดผู้นำเอเชียตะวันออก

ผู้เข้าร่วมประชุมในการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชียตะวันออก:

อาเซียน
อาเซียนบวกสาม
สมาชิกเพิ่มเติม
ผู้สังเกตการณ์

การประชุมสุดยอดผู้นำเอเชียตะวันออกเป็นการจัดการประชุมทั่วเอเชียซึ่งจัดขึ้นทุกปีโดยผู้นำเอเชียตะวันออก 16 ประเทศ โดยหัวข้อการประชุมนั้นเกี่ยวข้องกับการค้า พลังงานและความมั่นคง จากการประชุมดังกล่าวถือได้ว่ามีบทบาทสำคัญในการสร้างประชาคมเอเชียตะวันออก จัดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2548 และจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีหลังจากนั้น

ประเทศผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย ผู้นำชาติอาเซียน 10 ประเทศร่วมกับจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ซึ่งมีประชากรรวมกันเกือบครึ่งหนึ่งของโลก รัสเซียได้ขอเสนอเข้าเป็นสมาชิกเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชียตะวันออกด้วยในปี พ.ศ. 2548,2553และ2554 ได้รับเชิญให้เป็นแขกในการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชียตะวันออกในครั้งที่หนึ่งด้วย[44]และต่อมาสหรัฐอเมริกาก็ได้เข้าร่วมประชุมมสุดยอดผู้นำเอเชียตะวันออกด้วยในปีพ.ศ. 2553และ2554และเป็นสมาชิกเต็มตัวในเวลาต่อมา

ครั้งที่ ประเทศเจ้าภาพ สถานที่จัดการประชุม วันที่ หมายเหตุ
1 ธงของประเทศมาเลเซีย มาเลเซีย กัวลาลัมเปอร์ 14 ธันวาคม 2548 รัสเซียได้รับเชิญเข้าร่วมประชุมด้วย
2 ธงของประเทศฟิลิปปินส์ ฟิลิปปินส์ เซบู 15 มกราคม 2550 ถูกเลื่อนมาจากวันที่ 13 ธันวาคม 2549 ได้มีการลงนามใน ปฏิญญาเซบูว่าด้วยความมั่นคงทางพลังงานเอเชียตะวันออก
3 ธงของประเทศสิงคโปร์ สิงคโปร์ สิงคโปร์ 21 พฤศจิกายน 2550 ปฏิญญาสิงคโปร์ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ พลังงานและสิ่งแวดล้อม[45] ข้อตกลงว่าด้วยการก่อตั้งสถาบันวิจัยทางเศรษฐกิจอาเซียนและเอเชียตะวันออก
4 ธงชาติของไทย ไทย พัทยา 10-12 เมษายน 2552 ถูกย้ายมาจากกรุงเทพมหานครและเชียงใหม่เนื่องจากเหตุการณ์ความไม่สงบในประเทศ
5 ธงของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เวียดนาม ฮานอย 30 ตุลาคม 2553 ได้รับเชิญอย่างเป็นทางการที่สหรัฐอเมริกาและรัสเซียจะเข้าร่วมในการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชียตะวันออกและได้สิทธิในการประชุมในอนาคตเป็นสมาชิกอย่างเต็มเปี่ยม
6 ธงของประเทศอินโดนีเซีย อินโดนีเซีย บาหลี 19 พฤศจิกายน 2554 สหรัฐอเมริกาและรัสเซียจะเข้าร่วมประชุมสุดยอด

[แก้] การประชุมเชื่อมสัมพันธไมตรี

การประชุมเชื่อมสัมพันธไมตรีเป็นการประชุมระหว่างประเทศเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างชาติอาเซียน ถูกจัดตั้งขึ้นเนื่องในวาระครบรอบการก่อตั้งความสัมพันธ์ทางการทูต ประเทศนอกกลุ่มอาเซียนจะเป็นผู้เชิญชวนผู้นำชาติอาเซียนเพื่อประชุมเชื่อมสัมพันธไมตรีและความร่วมมือในอนาคต

[แก้] ที่ประชุมกลุ่มอาเซียน

ที่ประชุมกลุ่มอาเซียนเป็นการประชุมหลายฝ่ายอย่างเป็นทางการในภาคพื้นแปซิฟิก ในเดือนกรกฎาคม 2550 ที่ประชุมดังกล่าวประกอบด้วย ประเทศสมาชิก 27 ประเทศ; ออสเตรเลีย บังคลาเทศ แคนาดา สาธารณรัฐประชาชนจีน สหภาพยุโรป อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ มองโกเลีย นิวซีแลนด์ ปากีสถาน ปาปัวนิวกินี รัสเซีย ติมอร์ตะวันออก สหรัฐอเมริกาและศรีลังกา จุดประสงค์ของที่ประชุมเพื่อการปรึกษาหารือ นำเสนอความไว้วางใจและธำรงความสัมพันธ์ทางการทูตในกลุ่มสมาชิก ที่ประชุมกลุ่มอาเซียนจัดการประชุมครั้งแรกในปี 2537[46][47]

[แก้] การประชุมอื่น

นอกเหนือจากการประชุมที่กล่าวมาข้างต้น อาเซียนยังได้มีการจัดการประชุมอื่นขึ้นอีก[48] ประกอบด้วย การประชุมรัฐมนตรีอาเซียนประจำปี[49] รวมไปถึงคณะกรรมการย่อย อย่างเช่น ศูนย์พัฒนาการประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้[50] การประชุมดังกล่าวมักจะมีหัวข้อการประชุมที่เฉพาะเจาะจง อย่างเช่น ความมั่นคงระหว่างประเทศ[48] สิ่งแวดล้อม[48][51] ซึ่งผู้ที่เข้าร่วมประชุมจะเป็นรัฐมนตรีแทนที่จะเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาลทั้งหมด

[แก้] การประชุมอาเซียนบวกสาม

ในขณะที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ผลักดันให้จัดตั้งเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน เกาหลีใต้ก็ได้ผลักดันให้มีการจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชียตะวันออก ด้วยการผนึกสาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เข้ากับกลุ่มประเทศอาเซียนที่เรียกชื่อว่า “อาเซียนบวกสาม” (APT) แต่สาธารณรัฐประชาชนจีน เดินหน้าจัดตั้งเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน โดยกีดกันญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ด้วยความจงใจ แม้ว่าตามข้อตกลงในการจัดซื้อเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน จะมีแผนที่จะผนวกเกาหลีใต้และญี่ปุ่นเข้ามาในภายหลังเพื่อเป็นอาเซียนบวกสาม แต่มิได้กำหนดเงื่อนเวลาอันแน่นอน อันทำให้เขตการค้าเสรีอาเซียนบวกสามเป็นเรื่องค่อนข้างเลื่อนลอย

[แก้] การประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป

การประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรปเป็นกระบวนการประชุมอย่างไม่เป็นทางการ มีขึ้นครั้งแรกในปี 2538 เพื่อเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในยุโรปและเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมาชิกของสหภาพยุโรปและอาเซียน[52] โดยกลุ่มอาเซียนจะส่งเลขาธิการอาเซียนเป็นผู้แทนเข้าร่วมประชุมร่วมกับผู้แทนอีก 45 คน และได้รับแต่งตั้งให้เป็นคณะผู้บริหารของมูลนิธิเอเชีย-ยุโรป ซึ่งเป็นองค์การความร่วมมือกันทางด้านสังคมและวัฒนธรรมระหว่างเอเชียกับยุโรป

[แก้] การประชุมอาเซียน-รัสเซีย

เป็นการประชุมประจำปีระหว่างผู้นำของประเทศกลุ่มอาเซียนร่วมกับประธานาธิบดีของสหพันธรัฐรัสเซีย

[แก้] ประชาคมเศรษฐกิจ

กลุ่มอาเซียนได้ให้ความสำคัญกับความร่วมมือในภูมิภาค อันประกอบด้วย “หลักสามประการ” ของความมั่นคง สังคมวัฒนธรรมและการรวมตัวทางเศรษฐกิจ[53] การรวมกลุ่มกันในภูมิภาคได้ทำให้การรวมตัวทางเศรษฐกิจดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งคาดว่าจะประสบความสำเร็จในการก่อตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนภายในปี พ.ศ. 2558[54] ประชาคมเศรษฐกิจดังกล่าวจะมีประชากรรวมกัน 560 ล้านคน และมูลค่าการค้ากว่า 1.4 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐ[53]

[แก้] เขตการค้าเสรี

รากฐานของการก่อตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเริ่มต้นมาจากเขตการค้าเสรีอาเซียน[54] ซึ่งเป็นการลดอัตราภาษีศุลกากรเพื่อให้สินค้าภายในอาเซียนเกิดการหมุนเวียน เขตการค้าเสรีอาเซียนเป็นข้อตกลงโดยสมาชิกกลุ่มอาเซียนซึ่งกังวลต่อผลิตภัณฑ์หัตถกรรมท้องถิ่นของตน ได้รับการลงนามในสิงคโปร์เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2535 ประกอบไปด้วยประเทศสมาชิก 10 ประเทศ คือ บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์และไทย เวียดนาม (เข้าร่วมในปี 2538) ลาว พม่า (เข้าร่วมในปี 2540) และกัมพูชา (เข้าร่วมในปี 2542) [55][56]

[แก้] เขตการลงทุนร่วม

เขตการลงทุนร่วมมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการลงทุนหมุนเวียนภายในอาเซียน ซึ่งประกอบด้วยหลักการดังต่อไปนี้:[57]

  • เปิดให้อุตสาหกรรมทุกรูปแบบเกิดการลงทุนและลดขั้นตอนตามกำหนดการ
  • ทำสัญญากับผู้ลงทุนในกลุ่มอาเซียนที่เขามาลงทุนในทันที
  • กำจัดการกีดขวางทางการลงทุน
  • ปรับปรุงกระบวนการและระเบียบการลงทุนให้เกิดความคล่องตัว
  • สร้างความโปร่งใส
  • ดำเนินการตามมาตรการอำนวยความสะดวกในการลงทุน

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากเขตการลงทุนร่วมจะเป็นการกำจัดการกีดกันในกิจการเกษตรกรรม การประมง การป่าไม้และการทำเหมืองแร่ ซึ่งคาดว่าจะสำเร็จภายในปี พ.ศ. 2553 สำหรับประเทศสมาชิกกลุ่มอาเซียนเป็นส่วนใหญ่ และคาดว่าจะสำเร็จในปี พ.ศ. 2558 สำหรับประเทศกัมพูชา ลาว พม่าและเวียดนาม[57]

[แก้] การแลกเปลี่ยนบริการ

ข้อตกลงการวางกรอบเรื่องการแลกเปลี่ยนบริการเริ่มต้นขึ้นในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่กรุงเทพมหานครในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2548[58] ภายใต้กรอบข้อตกลงดังกล่าว รัฐสมาชิกของกลุ่มอาเซียนจะสามารถประสบความสำเร็จในการเจรจาอย่างเสรีในด้านการแลกเปลี่ยนบริการ โดยมีเป้าหมายเพื่อที่จะสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนระหว่างกันมากขึ้น ผลของการเจรจาการแลกเปลี่ยนบริการซึ่งได้เริ่มดำเนินการตามหมายกำหนดการเป็นรายเฉพาะจะถูกรวมเข้ากับกรอบข้อตกลง ซึ่งหมายกำหนดการดังกล่าวมักจะเกี่ยวข้องกับกลุ่มการแลกเปลี่ยนบริการ ในปัจจุบัน พบว่ามีกลุ่มการแลกเปลี่ยนบริการจำนวนเจ็ดกลุ่มภายใต้กรอบข้อตกลงดังกล่าว[59]

[แก้] ตลาดการบินเดียว

แนวคิดเรื่องตลาดการบินเดียวเป็นความคิดเห็นที่เสนอโดยกลุ่มงานขนส่งทางอากาศอาเซียน ได้รับการสนับสนุนในการประชุมการขนส่งอย่างเป็นทางการของอาเซียน และได้รับการอนุมัติโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคมนาคมของรัฐสมาชิก ซึ่งจะนำไปสู่การจัดระเบียบน่านฟ้าเปิดในภูมิภาคภายในปี พ.ศ. 2558[60] โดยตลาดการบินเดียวมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดการคมนาคมทางอากาศระหว่างรัฐสมาชิกเป็นไปอย่างเสรี ซึ่งสร้างประโยชน์ให้กับกลุ่มอาเซียนจากการเติบโตของการเดินทางทางอากาศในปัจจุบัน และยังเป็นการเพิ่มการท่องเที่ยว การค้า การลงทุนและการบริการให้กับรัฐสมาชิกทั้งหมด[60][61] เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ข้อจำกัดเสรีภาพทางอากาศที่สามและที่สี่ระหว่างเมืองหลวงของรัฐสมาชิกสำหรับบริการสายการบินจะถูกยกเลิก[62] ในขณะที่หลังจากวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2552 จะมีเสรีภาพบริการการบินในภูมิภาค[60][61] และภายในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2554 จะมีการเปิดเสรีเสรีภาพทางอากาศข้อที่ห้าระหว่างเมืองหลวงทั้งหมด[63]

[แก้] ข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศนอกกลุ่มอาเซียน

อาเซียนได้เปิดการค้าเสรีกับประเทศภายนอกหลายประเทศ ทั้งจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และล่าสุด อินเดีย[64] ข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศจีนได้สร้างเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน ในปัจจุบัน อาเซียนนั้นกำลังเจรจากับสหภาพยุโรปในการที่จะทำการค้าเสรีด้วยกัน[65] ผลดีของข้อตกลงนั้น คือการเปิดโอกาสการค้าของอาเซียน ให้มีศักยภาพและขยายตัวมากขึ้น รวมไปถึงการลงทุนจากต่างชาติด้วย[66] ไต้หวันยังแสดงความสนใจที่จะทำข้อตกลงกับอาเซียน แต่ได้รับการคัดค้านทางการทูตจากประเทศจีน[67]

[แก้] กฎบัตรอาเซียน

ดูบทความหลักที่ กฎบัตรอาเซียน

[แก้] ความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อม

เมื่อก้าวเข้าสู่คริสต์ศตวรรษที่ 21 ประเด็นปัญหาเริ่มมีความเกี่ยวข้องกับปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยกลุ่มประเทศสมาชิกได้เริ่มเจรจากันถึงข้อตกลงด้านสิ่งแวดล้อม รวมไปถึง การลงนามในข้อตกลงมลภาวะฟ้าหลัวระหว่างประเทศสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปี พ.ศ. 2545 ในความพยายามที่จะจำกัดขอบเขตของมลภาวะฟ้าหลัวในเขตพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้[68] แต่ทว่าในพื้นที่ก็ยังเกิดปัญหาฟ้าหลัวในประเทศมาเลเซีย ในปี พ.ศ. 2548 และปัญหาฟ้าหลัวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปี พ.ศ. 2549 ส่วนสนธิสัญญาฉบับอื่นที่ได้รับการลงนามโดยสมาชิกอาเซียนได้แก่ ปฏิญญาเซบูว่าด้วยความมั่นคงทางพลังงานเอเชียตะวันออก[69] เครือข่ายกำกับดูแลสัตว์ป่าอาเซียนในปี พ.ศ. 2549[70] และ หุ้นส่วนเอเชีย-แปซิฟิกว่าด้วยการพัฒนาความสะอาดและสภาพอากาศ ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อปรากฏการณ์โลกร้อน และผลกระทบทางด้านลบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ใน พ.ศ. 2550 ปฏิญญาเซบูว่าด้วยความมั่นคงทางพลังงานเอเชียตะวันออก ซึ่งลงนามในกลุ่มอาเซียน ร่วมกับจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นคงทางพลังงานด้วยการหาพลังงานทางเลือกเพื่อใช้ทดแทนเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์

[แก้] ความร่วมมือทางวัฒนธรรม

ความร่วมมือทางวัฒนธรรมนั้น มีจุดประสงค์เพื่อที่จะช่วยสร้างภาพรวมในด้านต่างๆให้ดีขึ้น โดยการให้การสนับสนุน ทั้งการกีฬา การศึกษา และกิจกรรมอื่นๆ ซึ่งได้แก่ความร่วมมือต่างๆดังนี้

[แก้] รางวัลซีไรต์

ได้จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2522 เพื่อมอบรางวัลแก่นักประพันธ์หรือนักเขียนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้สร้างผลงานที่ดีมีชื่อเสียง ที่ประสบความสำเร็จในช่วงชีวิตของนักเขียนนั้นๆ ผลงานนั้นเป็นผลงานเขียนทุกประเภท ทั้งวรรณกรรมต่างๆ เรื่องสั้น กลอน รวมไปถึงผลงานทางศาสนา ซึ่งจะมีการจัดงานที่กรุงเทพมหานคร โดยมีเชื้อพระวงศ์ของราชวงศ์ไทยเป็นผู้พระราชทานรางวัล

[แก้] สถาบันเพื่อการศึกษาขั้นสูงแห่งอาเซียน

เป็นองค์การเอกชนที่จัดตั้งขึ้น ในปี พ.ศ. 2499 เพื่อที่จะพัฒนาระดับการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น ทั้งสถาบันการศึกษาระดับสูง การสอน การบริการสาธารณะที่ดีได้มาตรฐานที่สูงขึ้น โดยสอดคล้องไปกับวัฒนธรรมและพื้นที่นั้นๆ

[แก้] อุทยานมรดก

ได้จัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2527และเริ่มใหม่อีกรอบในปี พ.ศ. 2547 เป็นการรวมรายชื่อของอุทยานแห่งชาติทั้งหมดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีจุดประสงค์ที่จะทำการอนุรักษ์ทรัพยากรทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมป่าไม้ ปัจจุบันมีรวมทั้งหมด 35 แห่ง

[แก้] การจัดการแข่งขันกีฬา

สิ่งที่ได้   ได้รุจักประเทศเพื่อนบ้านเรามากขึ้น

ที่มาของเรื่อง  http://blog.eduzones.com/rangsit/21757

 

วิธีป้องกันตัว การป้องกันตัว

การป้องกันตัว และวิธีป้องกันตัว ของผู้หญิง

แบบที่ 1 อุปกรณ์ขอความช่วยเหลือ (Personal Alarm)

       ไว้เป็นอุปกรณ์ป้องกันตัวที่พกติดตัว เวลามีเหตุฉุกเฉินเราก็ดึงสลัก อุปกรณ์ขอความช่วยเหลือจะส่งเสียงดัง เพื่อเรียกคนที่อยู่รอบให้หันมาสนใจ และช่วยเหลือเรา

โดยอุปกรณ์จะไม่ทำอันตรายคนร้าย แต่จะสร้างความตื่นตระหนก ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กลับสถานที่ด้วยนะครับ ถ้าที่นั้นเป็นที่เปลี่ยวจริง อุปกรณ์ขอความช่วยเหลือก็อาจจะช่วยอะไรไม่ได้ เพราะไม่มีใครได้ยิน

        แบบที่ 2 สเปรย์พริกไทย (Pepper Spray)

สเปรย์พริกไทย จะดีกว่าอาวุธป้องกัน ประเภท อุปกรณ์ขอความช่วยเหลือ คือเราสามารถสู้คนร้ายได้ด้วย โดยระยะหวังผลก็จะอยู่ที่ 1-2 เมตร ผลที่เกิดกับคนร้ายคือจะแสบหน้า แสบตา ซึ่งจะสามารถหยุดคนร้ายได้ประมาณ 20 นาที ซึ่งเพียงพอในการหลบหนี

        แบบที่ 3 มีด มีดปากกา อาวุธมีคม

ตัวอย่างที่เอามาเป็นมีดปากกา ใช้งานเป็นปากกาได้ เวลาฉุกเฉินก็สามารถเอามใช้ป้องกันตัวได้ แต่โดยส่วนตัวไม่แนะนำให้ใช้ เพราะว่า เป็นการยากที่ผู้หญิงจะใช้มีด ในการป้องกันตัว แบบประชิดเช่นนี้

        แบบที่ 4 เครื่องช๊อตไฟฟ้า

เป็นอุปกรณ์ป้องกันตัว ชนิดที่ใช้กระแสไฟฟ้าทำร้าย โดยจี้ไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย ไฟฟ้าก็จะวิ่งผ่านกล้ามเนื้อส่วนนั้น ซึ่งก็ไม่ได้หยุดคนร้ายได้เท่าไรนัก เพราะจะทำร้ายกล้ามเนื้อบางส่วนเท่านั้น กล้ามเนื้อส่วนอื่นแขนขาก็ยังใช้งานได้

จะมาแนะนำการป้องกันตัว และวิธีป้องกันตัว ของสาวอย่างง่ายๆ

สิ่งของใกล้ตัว ที่สามารถนำมาใช้ ในการป้องกันตัว

ปากกาแข็งๆ      สามารถนำมาใช้ในการป้องกันตัว ด้วยการเพิ่มความเจ็บปวดแก่คนร้าย

นี้เป็นภาพตัวอย่าง หากถูกจับมือ วิธีป้องกันตัวโดยใช้ปากกาในการขัดกับมือคนร้าย เพื่อเพิ่มความเจ็บปวด ปากกาแข็งๆ ที่เข้าไปขัดกับเนื้อคน แล้วกดกระดูก จะสร้างความเจ็บปวดได้มาก

หากโดน Lock จากด้านหลัง ใช้ปากกากดเข้าไป ที่หลังมือระหว่างล่องกระดูก จะสร้างความเจ็บปวดได้มาก

ในส่วนกรณี ที่คนร้ายมีอาวุธ วิธีป้องกันตัวที่ดีที่สุด คือ วิ่งหนี (ถูกต้องแล้วครับ) แต่ถ้าหากมีการฝึกการป้องกันตัวมา ก็อาจจะใช้การเจรจาก่อน แล้วค่อยใช้ศิลปะป้องกันตัวที่เรียนมาในการป้องกันตัว ทั้งนี้ต้องฝึก ทางที่ดี วิ่งหนีดีกว่า

สุดท้ายฝากกันไว้ว่า อย่าพาตัวเองไปอยู่ในที่เสี่ยง และ อย่าแต่งกายให้เสี่ยง เพื่อลดโอกาศในการเกิดอาชญากรรม

การป้องกันตัวเบื้องต้นของสาวๆญี่ปุ่น
การป้องกันตัวเบื้องต้นของสาวๆ (ฉบับญี่ปุ่น)
อ่านภาพจากขวาไปซ้ายนะจ๊ะ
ส่วนคำแปลใครแปลออกช่วยบอกหน่อยนะคะ






สิ่งที่ได้   ได้รุจักวิธีป้องกันจากการลวดลามจากผุชายที่ไม่หวังดี

ที่มาของเรื่อง  http://blog.eduzones.com/rangsit/21757

 

วิธีป…การป้องกันตัว และวิธีป้องกันตัว ของผู้หญิง

โรงแรมน่าอยู่ในกรุเทพมหานคร

10 รายชื่อโรงแรมวิวสวย น่าพัก น่าเที่ยวในกรุงเทพมหานคร 2 ปี, 7 เดือน ก่อน พลังน้ำใจ: 0
นัก ท่องเที่ยวที่มาเยือนกรุงเทพฯ ในวันนี้ จะสัมผัสได้ถึงความเจริญอย่างรวดเร็วในทุกๆ ด้านตลอดจน สิ่งอำนวยความสะดวกมากมายทั้งถนนหนทางตรอกซอกซอยที่เชื่อมถึงกันเพื่อการ เดินทางที่สะดวกยิ่งขึ้น อาคารสูงใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย รถไฟฟ้า รถใต้ดิน ทางด่วน และแหล่งชอปปิ้งใหม่ๆ ระดับเวิร์ลคลาส ร้านอาหาร และแหล่งท่องเที่ยวยามค่ำคืนที่ยังคงมีเสน่ห์ รวมทั้ง ความงดงามของสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ทั่วกรุงเทพที่สามารถสร้างความประทับใจให้นักท่องเที่ยวอยู่เสมอ
10 รายชื่อโรงแรมที่สามารถชมทัศนียภาพของกรุงเทพฯ ได้สวยที่สุด

1. โรงแรมเลอบัว แอท สเตท ทาวเวอร์ — ร้านอาหารซีรอคโค (Sirocco) ตั้งอยู่บนชั้น 63 ของเดอะโดม โรงแรม เลอบัว แอท สเตท ทาวเวอร์ เป็นร้านอาหารกลางแจ้งที่สูงที่สุดในโลก และยังเป็นร้านอาหารที่ติดอันดับสุดยอดร้านอาหารในกรุงเทพฯ ที่ไม่ควรพลาดไปลิ้มลองและดื่มด่ำบรรยากาศยามค่ำคืนที่งดงามมากที่สุด ซีรอคโค ซึ่งได้รับรางวัลร้านอาหารยอดเยี่ยม มอบทัศนียภาพอันน่าทึ่งของใจกลางกรุงเทพมหานครและฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในเวลา เดียวกัน

2. โรงแรมบันยัน ทรี — ร้านอาหาร Vertigo Grill & Moon Bar ตั้งอยู่ที่ชั้น 61 เป็นหนึ่งในร้านอาหารสำหรับมื้อค่ำในกรุงเทพ ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดบนชั้นสูงสุดของโรงแรมบันยันทรี แขกของโรงแรมจะได้สัมผัสกับวิวของกรุงเทพมหานครได้กว้างไกลแบบ พาโนรามา เพียงแค่ขึ้นไปดื่มด่ำภาพพระอาทิตย์ที่ค่อยๆ ลับขอบฟ้า พร้อมกับแสงสีของกรุงเทพฯ ที่ค่อยๆ เปล่งประกายต้อนรับ ยามราตรีก็มอบความอิ่มเอมใจอย่างไม่รู้ลืมโดยที่ยังไม่ได้ลิ้มลองเมนูรสเลิศ ด้วยซ้ำ

3. โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิร์ล — ร้านอาหาร Fifty Five ตั้งอยู่บนชั้น 54 และ 55 ของโรงแรม เซ็นทารา แกรนด์ โรงแรมแห่งใหม่ย่านใจกลางกรุงเทพฯ เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการชมวิวทิวทัศน์ของเมืองกรุงเทพฯ อันน่าทึ่ง และลิ้มลองอาหารไทยเลิศรส และยังมี Red Sky ร้านอาหารขนาดเล็กสไตล์ bistro ที่ตั้งอยู่กลางแจ้งบนชั้น 55 ของโรงแรมก็มอบวิว ที่งดงามและบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติไม่แพ้กัน

4. โรงแรมดุสิตธานี — ร้านอาหารฝรั่งเศส D’Sens ตั้งอยู่บนชั้นสูงสุดของโรงแรมดุสิตธานี ด้วยผนังกระจกขนาดใหญ่ที่เผยให้เห็นทัศนียภาพของสวนลุมพินี สวนสาธารณะเก่าแก่ของกรุงเทพมหานครและความมีชีวิตชีวาของผู้คนที่สัญจรไปมา ในย่านสีลมที่นับเป็นศูนย์กลางธุรกิจที่สำคัญของกรุงเทพ

5. โรงแรมแลนด์มาร์ก — ร้านอาหาร RR & B Bar เป็นร้านอาหารในสไตล์ของสเต็กเฮาส์และบาร์ ตั้งอยู่บนชั้น 31 ของโรงแรมแลนด์มาร์กซึ่งมอบทัศนียภาพของเมืองกรุงเทพที่น่าประทับใจไปพร้อม กับเมนูปิ้งย่างที่รสเลิศที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ

6. โรงแรมเวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท — Horizon Sky Lounge and Karaoke ที่ให้คุณได้เลือกเพลิดเพลินหลังมื้อเย็นด้วยเมนูเครื่องดื่มหลากหลาย เคล้าเสียงเพลงไพเราะ หรือจะสนุกสนานกับการร้องเพลงกับเพือนฝูงหรือครอบครัวที่ห้องคาราโอเกะพร้อม ดื่มด่ำวิวทิวทัศน์ของกรุงเทพยามราตรีได้กว้างไกลเช่นกัน

7. โรงแรมใบหยก สกาย —สูงที่สุดในประเทศไทยมีร้านอาหารบนชั้นสูงของโรงแรมถึง 3 แห่งให้เลือกไปเยี่ยมเยือนเพื่อลิ้มรสอาหารในรูปแบบต่างๆ และชมวิวจากมุมที่สูงสุดของกรุงเทพฯ ได้แก่ ร้านอาหาร Bangkok Sky Restaurant บนชั้น 76 และ 78 ร้านอาหาร Crystal Grill บนชั้น 82 และ Roof Top Bar & Music บนชั้น 83 ซึ่งนับเป็นสถานบันเทิงที่สูงที่สุดในประเทศไทย

8. โรงแรมโอเรียลเต็ล — The Verandah ณ โรงแรมโอเรียลเต็ล ร้านอาหารที่ทอดตัวเรียบริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เหมาะอย่างยิ่งกับการดื่มด่ำบรรยากาศของกรุงเทพฝั่งแม่น้ำทั้งมื้อเช้า กลางวัน และเย็น ร้านอาหาร Verandah ให้บริการอาหารตะวันตกและตะวันออกในบรรยากาศไทยๆ เป็นอีกแห่งหนึ่งที่น่าไปสัมผัสอีกมุมของกรุงเทพพร้อมรับบริการระดับห้าดาว จากโรงแรมที่ได้รับการจัดอันดับที่ 14 จาก สุดยอด 500 โรงแรมที่ดีที่สุดจากนิตยสาร Travel and Leisure อีกด้วย

9. โรงแรมมิลเลนเนียม ฮิลตัน กรุงเทพ – — ทรี ซิกตี้ เล้าจ์ (Three Sixty Lounge) ตั้งอยู่บนชั้น 32 ของโรงแรม บริเวณเล้าจ์ได้รับการออกแบบให้แขกที่ใช้บริการได้สัมผัสความโล่งโปร่งสบาย ของผนังกระจกที่ทำให้สามารถมองเห็นวิวของเส้นขอบฟ้าของกรุงเทพในมุมกว้างสุด สายตาพร้อมบรรยากาศโรแมนติกด้วยการจิบคอกเทลเคล้าดนตรีแจ๊ซเบาๆ

10. โรงแรมเพนนินซูล่า — ร้านอาหาร ทิพย์ธารา (Thiptara Restaurant) ที่ได้ชื่อว่าเป็น “สวรรค์บนน้ำ” เนื่องจากทอดตัวอยู่บนริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและโอบล้อมร่มรื่นไปด้วยต้นไทร ขนาดใหญ่ ร้านอาหารใหม่ของโรงแรมเพนนินซูล่าแห่งนี้ ให้บริการอาหารไทยในรูปแบบและรสชาติแบบคนไทย โดยร้านอาหารได้รับการออกแบบที่สะท้อนความเป็นไทยได้ชัดเจนด้วยกลุ่มเรือน ไทยไม้สักในบรรยากาศกลางแจ้ง โรงแรมเพนนินซุล่า ยังได้รับการจัดอันดับที่ 17 จากสุดยอด 500 โรงแรมที่ดีที่สุดจากนิตยสาร
สิ่งที่ได้   ได้รุจักสถานที่ต่างๆๆที่สวยงามของกรุงเทพมหานคร
ที่มาของเรื่อง  http://blog.eduzones.com/rangsit/21757