โรงแรมน่าอยู่ในกรุเทพมหานคร

10 รายชื่อโรงแรมวิวสวย น่าพัก น่าเที่ยวในกรุงเทพมหานคร 2 ปี, 7 เดือน ก่อน พลังน้ำใจ: 0
นัก ท่องเที่ยวที่มาเยือนกรุงเทพฯ ในวันนี้ จะสัมผัสได้ถึงความเจริญอย่างรวดเร็วในทุกๆ ด้านตลอดจน สิ่งอำนวยความสะดวกมากมายทั้งถนนหนทางตรอกซอกซอยที่เชื่อมถึงกันเพื่อการ เดินทางที่สะดวกยิ่งขึ้น อาคารสูงใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย รถไฟฟ้า รถใต้ดิน ทางด่วน และแหล่งชอปปิ้งใหม่ๆ ระดับเวิร์ลคลาส ร้านอาหาร และแหล่งท่องเที่ยวยามค่ำคืนที่ยังคงมีเสน่ห์ รวมทั้ง ความงดงามของสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ทั่วกรุงเทพที่สามารถสร้างความประทับใจให้นักท่องเที่ยวอยู่เสมอ
10 รายชื่อโรงแรมที่สามารถชมทัศนียภาพของกรุงเทพฯ ได้สวยที่สุด

1. โรงแรมเลอบัว แอท สเตท ทาวเวอร์ — ร้านอาหารซีรอคโค (Sirocco) ตั้งอยู่บนชั้น 63 ของเดอะโดม โรงแรม เลอบัว แอท สเตท ทาวเวอร์ เป็นร้านอาหารกลางแจ้งที่สูงที่สุดในโลก และยังเป็นร้านอาหารที่ติดอันดับสุดยอดร้านอาหารในกรุงเทพฯ ที่ไม่ควรพลาดไปลิ้มลองและดื่มด่ำบรรยากาศยามค่ำคืนที่งดงามมากที่สุด ซีรอคโค ซึ่งได้รับรางวัลร้านอาหารยอดเยี่ยม มอบทัศนียภาพอันน่าทึ่งของใจกลางกรุงเทพมหานครและฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในเวลา เดียวกัน

2. โรงแรมบันยัน ทรี — ร้านอาหาร Vertigo Grill & Moon Bar ตั้งอยู่ที่ชั้น 61 เป็นหนึ่งในร้านอาหารสำหรับมื้อค่ำในกรุงเทพ ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดบนชั้นสูงสุดของโรงแรมบันยันทรี แขกของโรงแรมจะได้สัมผัสกับวิวของกรุงเทพมหานครได้กว้างไกลแบบ พาโนรามา เพียงแค่ขึ้นไปดื่มด่ำภาพพระอาทิตย์ที่ค่อยๆ ลับขอบฟ้า พร้อมกับแสงสีของกรุงเทพฯ ที่ค่อยๆ เปล่งประกายต้อนรับ ยามราตรีก็มอบความอิ่มเอมใจอย่างไม่รู้ลืมโดยที่ยังไม่ได้ลิ้มลองเมนูรสเลิศ ด้วยซ้ำ

3. โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิร์ล — ร้านอาหาร Fifty Five ตั้งอยู่บนชั้น 54 และ 55 ของโรงแรม เซ็นทารา แกรนด์ โรงแรมแห่งใหม่ย่านใจกลางกรุงเทพฯ เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการชมวิวทิวทัศน์ของเมืองกรุงเทพฯ อันน่าทึ่ง และลิ้มลองอาหารไทยเลิศรส และยังมี Red Sky ร้านอาหารขนาดเล็กสไตล์ bistro ที่ตั้งอยู่กลางแจ้งบนชั้น 55 ของโรงแรมก็มอบวิว ที่งดงามและบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติไม่แพ้กัน

4. โรงแรมดุสิตธานี — ร้านอาหารฝรั่งเศส D’Sens ตั้งอยู่บนชั้นสูงสุดของโรงแรมดุสิตธานี ด้วยผนังกระจกขนาดใหญ่ที่เผยให้เห็นทัศนียภาพของสวนลุมพินี สวนสาธารณะเก่าแก่ของกรุงเทพมหานครและความมีชีวิตชีวาของผู้คนที่สัญจรไปมา ในย่านสีลมที่นับเป็นศูนย์กลางธุรกิจที่สำคัญของกรุงเทพ

5. โรงแรมแลนด์มาร์ก — ร้านอาหาร RR & B Bar เป็นร้านอาหารในสไตล์ของสเต็กเฮาส์และบาร์ ตั้งอยู่บนชั้น 31 ของโรงแรมแลนด์มาร์กซึ่งมอบทัศนียภาพของเมืองกรุงเทพที่น่าประทับใจไปพร้อม กับเมนูปิ้งย่างที่รสเลิศที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ

6. โรงแรมเวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท — Horizon Sky Lounge and Karaoke ที่ให้คุณได้เลือกเพลิดเพลินหลังมื้อเย็นด้วยเมนูเครื่องดื่มหลากหลาย เคล้าเสียงเพลงไพเราะ หรือจะสนุกสนานกับการร้องเพลงกับเพือนฝูงหรือครอบครัวที่ห้องคาราโอเกะพร้อม ดื่มด่ำวิวทิวทัศน์ของกรุงเทพยามราตรีได้กว้างไกลเช่นกัน

7. โรงแรมใบหยก สกาย —สูงที่สุดในประเทศไทยมีร้านอาหารบนชั้นสูงของโรงแรมถึง 3 แห่งให้เลือกไปเยี่ยมเยือนเพื่อลิ้มรสอาหารในรูปแบบต่างๆ และชมวิวจากมุมที่สูงสุดของกรุงเทพฯ ได้แก่ ร้านอาหาร Bangkok Sky Restaurant บนชั้น 76 และ 78 ร้านอาหาร Crystal Grill บนชั้น 82 และ Roof Top Bar & Music บนชั้น 83 ซึ่งนับเป็นสถานบันเทิงที่สูงที่สุดในประเทศไทย

8. โรงแรมโอเรียลเต็ล — The Verandah ณ โรงแรมโอเรียลเต็ล ร้านอาหารที่ทอดตัวเรียบริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เหมาะอย่างยิ่งกับการดื่มด่ำบรรยากาศของกรุงเทพฝั่งแม่น้ำทั้งมื้อเช้า กลางวัน และเย็น ร้านอาหาร Verandah ให้บริการอาหารตะวันตกและตะวันออกในบรรยากาศไทยๆ เป็นอีกแห่งหนึ่งที่น่าไปสัมผัสอีกมุมของกรุงเทพพร้อมรับบริการระดับห้าดาว จากโรงแรมที่ได้รับการจัดอันดับที่ 14 จาก สุดยอด 500 โรงแรมที่ดีที่สุดจากนิตยสาร Travel and Leisure อีกด้วย

9. โรงแรมมิลเลนเนียม ฮิลตัน กรุงเทพ – — ทรี ซิกตี้ เล้าจ์ (Three Sixty Lounge) ตั้งอยู่บนชั้น 32 ของโรงแรม บริเวณเล้าจ์ได้รับการออกแบบให้แขกที่ใช้บริการได้สัมผัสความโล่งโปร่งสบาย ของผนังกระจกที่ทำให้สามารถมองเห็นวิวของเส้นขอบฟ้าของกรุงเทพในมุมกว้างสุด สายตาพร้อมบรรยากาศโรแมนติกด้วยการจิบคอกเทลเคล้าดนตรีแจ๊ซเบาๆ

10. โรงแรมเพนนินซูล่า — ร้านอาหาร ทิพย์ธารา (Thiptara Restaurant) ที่ได้ชื่อว่าเป็น “สวรรค์บนน้ำ” เนื่องจากทอดตัวอยู่บนริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและโอบล้อมร่มรื่นไปด้วยต้นไทร ขนาดใหญ่ ร้านอาหารใหม่ของโรงแรมเพนนินซูล่าแห่งนี้ ให้บริการอาหารไทยในรูปแบบและรสชาติแบบคนไทย โดยร้านอาหารได้รับการออกแบบที่สะท้อนความเป็นไทยได้ชัดเจนด้วยกลุ่มเรือน ไทยไม้สักในบรรยากาศกลางแจ้ง โรงแรมเพนนินซุล่า ยังได้รับการจัดอันดับที่ 17 จากสุดยอด 500 โรงแรมที่ดีที่สุดจากนิตยสาร
สิ่งที่ได้   ได้รุจักสถานที่ต่างๆๆที่สวยงามของกรุงเทพมหานคร
ที่มาของเรื่อง  http://blog.eduzones.com/rangsit/21757

เกาะที่น่าเทียวที่สุดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

           เย้ ๆ ใกล้จะเข้าหน้าร้อนกันแล้วสินะ เพื่อน ๆ หลายคน คงวางแพลนที่จะไปอาบแดด รับลม เล่นน้ำทะเล หรือจะไปนอนชิล พักผ่อนหย่อนใจที่หาดใดหาดหนึ่งแน่ ๆ เลย แต่อย่างว่าล่ะนะ ประเทศไทยบ้านเรา ก็มีทั้งอ่าว มีทั้งเกาะ มีทั้งจังหวัดที่มีชายทะเลเป็นของตัวเองตั้งหลายที่ บางทีก็อยากไปซะหมดทุกหนแห่ง แต่มันก็เป็นไปไม่ได้ใช่ไหมล่ะ
ช่วยคิด ช่วยแนะนำกันหน่อยสิจ๊ะว่าทะเลที่ไหนสวยสุด ๆ น่าไปมาก ๆ ใครเคยไปที่ไหนมาแล้วบ้าง แล้วเป็นไง เวิร์กไหม
            ถึงอากาศจะเปลี่ยนแปลงบ่อยขนาดนี้ แต่หลายคนคงไม่เปลี่ยนใจ ที่จะเที่ยวทะเลแน่ๆ เลย ว่าป่ะจ๊ะ อะ ๆ สำหรับใครที่คิดยังไม่ออกว่าจะไปเที่ยวหน้าหร้อนที่ไหนดี ก็ลองไปดู 20 สถานที่ท่องเที่ยวหน้าร้อนยอดนิยม ที่เราหยิบมาฝากกันก่อนดีกว่า…
20 สถานที่ท่องเที่ยวหน้าร้อนสุดฮอต
20 สถานที่ท่องเที่ยวหน้าร้อนสุดฮอต
          อากาศร้อน ๆ ทะลุทะลวงแบบนี้ สิ่งที่ใครหลายคนอยากทำที่สุด  คงหนีไม่พ้นการได้ไปพักร้อน พักใจ พักกาย นั่งลมรับเย็น ๆ  หรือแหวกว่ายอยู่ท่ามกลางเกลียวคลื่นและน้ำทะลใสแจ๋ว … แค่คิดก็รู้สึกเป็นสุขใจซะขนาดนี้ ถ้าได้ไปเที่ยวจริง ๆ ล่ะ  จะสุขทั้งใจและกายขนาดไหนน้า
          แต่แหม…ปัญหาที่ตาม มาหลังจากพอจะมีเวลาไปเที่ยว นั่นก็คือ ไม่รู้จะไปเที่ยวหน้าร้อนที่ไหนดี  เพราะดูเหมือนสถานที่ที่ยังมีธรรมชาติอันงดงาม ทะเลมีครามสดใส  รวมถึงเงียบสงบไม่ค่อยวุ่นวายมากนักจะน้อยเต็มที่ อะ ๆ ไม่ต้องคิดให้ปวดหัว เพราะสำหรับใครที่ยังไม่มีโปรแกรมไปเที่ยวในช่วงซัมเมอร์นี้  หรือใครที่อยากออกไปลั้ลลาแต่ไม่รู้หน้าร้อนนี้เที่ยวไหนดี วันนี้กระปุกดอทคอมเลยขอหยิบเอาสถานที่ท่องเที่ยวหน้าร้อนแจ่ม ๆ มาฝากกันจ้า เริ่มที่…

เกาะตาชัย
เกาะตาชัย
เกาะตาชัย
เกาะตาชัย
เกาะตาชัย
เกาะตาชัย
          เกาะตาชัย  เกาะบริวารแห่งใหม่ของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน  ซึ่งถึงแม้จะเป็นเกาะน้องใหม่ที่แม่จะเพิ่มเปิดตัวได้ไม่นาน  แต่กลับได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติสุด ๆ เพราะยังคงความเป็นธรรมชาติอยู่มาก แถมน้ำทะเลก็ใสสะอาด หาดทรายขาวละมุนนุ่มเท้าซะจนเหมือนเดินอยู่บนปุยนุ่น
          เกาะตาชัย ถูกสำรวจพบมานานแล้ว แต่เพิ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวได้ไปยลโฉมความงามได้ไม่นาน ทำให้ตอนนี้บน เกาะตาชัย ยังไม่มีบ้านพักไว้คอยบริการ แต่ทางอุทยานฯ อนุญาตให้กางเต้นท์พักค้างคืนได้ และซึ่งช่วงเวลาที่เกาะตาชัยงดงามที่สุดคือเดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน จากนั้นเกาะตาชัยจะปิด 6 เดือน คือตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีมรสุม อีกทั้งเพื่อให้ธรรมชาติได้ฟื้นฟู
          สำหรับจุดเด่นที่นอกจากชายหาดทรายขาวเม็ดละเอียดแล้ว การเดินป่าเข้าไปดู “ปูไก่”และการดำน้ำดูปะการังที่ทอดตัวยาวขนานกับชายหาดก็เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ฮอตฮิตของเกาะตาชัย

เกาะพีพี
เกาะพีพี

กระบี่

เกาะพีพี

         งดงามติดอันดับสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของโลกเลยทีเดียว สำหรับ หมู่เกาะพีพี อัญมณีเลอค่าแห่งทะเลอันดามัน  ด้วยความงดงามของเวิ้งอ่าวคู่ของอ่าวต้นไทรและอ่าวโละดาลัมอันโดดเด่นเป็น เอกลักษณ์ บวกกับทะเลในสีเขียวมรกตสวยใส  ที่โอบล้อมหาดทรายขาวนวลละเอียดราวแป้งของ อ่าวมาหยา  พร้อมแนวปะการังและสรรพชีวิตหลากสีสันนานาพันธุ์ในโลกใต้ทะเล  สิ่งเหล่านี้คือแม่เหล็กที่ดึงดูดให้นักเดินทางนับล้านชีวิตจากทั่วทุกมุม โลกหลั่งไหลมายังหมู่เกาะเล็ก ๆ แห่งนี้  เพื่อจะมาเยี่ยมเยือนและสัมผัสให้เห็นกับตาตัวเองว่างดงามสมกับที่เคยได้รับ การยกย่องว่าเป็นเกาะที่สวยงามติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก  และคู่ควรกับที่ได้ฉายาว่า “มรกตแห่งอันดามัน สวรรค์เกาะพีพี” เพียงไร
          เกาะพีพี เป็นหมู่เกาะกลางทะเลอันดามันของไทย ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมืองฯ จังหวัดกระบี่ อยู่ห่างจากอำเภอเมืองฯ 42 กิโลเมตร  เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ประกอบด้วย 2 เกาะใหญ่ คือ เกาะพีพีดอนและเกาะพีพีเล และมีเกาะขนาดเล็กอยู่ใกล้เคียงอีก 4 เกาะ คือ เกาะยูง เกาะไม้ไผ่ เกาะบิดะนอก และเกาะบิดะใน
         นอกจากเวิ้งอ่าวคู่แล้ว  ที่เกาะพีพีเลยังมีทะเลในสีมรกตและอ่าวมาหยาที่งดงามโดดเด่นอยู่ในอ้อมกอด ของเขาหินปูน และมีชื่อเสียงไปทั่วโลกจากภาพยนตร์เรื่องเดอะบีช  ที่มาใช้อ่าวมาหยาเป็นสถานที่ถ่ายทำ  นอกจากนี้บริเวณเกาะพีพีเลยังเป็นจุดดำน้ำตื้นและน้ำลึกที่สวยงามและเป็นที่ นิยมแห่งหนึ่งด้วย
          ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับท่องเที่ยวเกาะพีพีคือ  ช่วงเดือนพฤศจิกายน-เมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่คลื่นลมสงบ  แต่ช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดจริง ๆ คือ เดือนกุมภาพันธ์-เมษายน  เพราะเป็นช่วงที่ฝนตกน้อยที่สุด

หมู่เกาะสุรินทร์
หมู่เกาะสุรินทร์
หมู่เกาะสุรินทร์
          หมู่เกาะสุรินทร์ หรือ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์  จังหวัดพังงา  ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งที่มีปะการังน้ำตื้นที่สวยงามที่สุดในประเทศไทย เป็นแหล่งดำน้ำชมปลาการ์ตูน และเต่าทะเลที่หาดูได้ยาก เพราะฉะนั้น หน้าร้อนที่ไม่ควรพลาดไปสัมผัสกับความงดงาม ณ หมู่เกาะสุรินทร์
          หมู่เกาะสุรินทร์ ประกอบด้วยเกาะสำคัญ 5 เกาะ คือ  เกาะสุรินทร์เหนือ เกาะสุรินทร์ใต้ เกาะไข่ (เกาะตอรินลา) เกาะกลาง (เกาะปาจุมบา)  และเกาะรี (เกาะสต๊อก) ช่วงเวลาที่เหมาะจะเดินทางท่องเที่ยวคือ เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายน ส่วนเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคมเป็นช่วงที่มีลมมรสุม ฝนตกชุก คลื่นลมแรง

สิมิลัน
สิมิลัน
สิมิลัน   สิมิลัน
สิมิลัน สิมิลัน
         หมู่เกาะสิมิลัน หมู่เกาะเล็ก ๆ ในทะเลอันดามัน มีทั้งหมด 9 เกาะ เรียงลำดับจากเหนือมาใต้ ได้แก่ เกาะหูยง เกาะปายัง เกาะปาหยัน เกาะเมี่ยง (มี 2 เกาะติดกัน) เกาะปายู  เกาะหัวกระโหลก (เกาะบอน) เกาะสิมิลัน และเกาะบางู ซึ่งอยู่ในความดูแลของ  อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จังหวัดพังงา
          ซึ่งหมู่เกาะเหล่านี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหมู่เกาะที่ มีความงามทั้งบนบกและใต้น้ำที่ยังคงความสมบูรณ์ของท้องทะเล  สามารถดำน้ำได้ทั้งน้ำตื้นและน้ำลึก  มีปะการังที่มีสีสันสวยงามหลากชนิด  ปลาหลากสีสันและหายาก เช่น กระเบนราหู ปลาวาฬ ปลาโลมา ปลาไหลมอนเร่  ปลาการ์ตูน ช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายน  เป็นช่วงที่น่าท่องเที่ยวมากที่สุด ส่วนเดือนพฤษภาคมถึงพฤศจิกายน  เป็นฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้  มีคลื่นลมแรงเป็นอันตรายต่อการเดินเรือและทางอุทยานฯ  จะประกาศปิดเกาะในเดือนพฤษภาคมเพื่อเป็นการฟื้นฟูธรรมชาติทุกปี
          แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรพลาดไปเยือนได้แก่ เกาะสิมิลัน หรือ เกาะแปด เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะสิมิลัน ลักษณะอ่าวเป็นรูปโค้งเหมือนเกือกม้า  มีหาดทรายขาวละเอียดเนียนนุ่มน้ำทะเลใสน่าเล่น  ใต้ทะเลมีปะการังสวยงามหลายชนิด  เป็นเกาะที่สามารถดำน้ำทั้งน้ำลึกและน้ำตื้น  และทางด้านเหนือของเกาะมีก้อนหินขนาดใหญ่ รูปร่างแปลกตา เช่น  หินรูปรองเท้าบู๊ท หรือรูปหัวเป็ดโดนัลด์ดั๊ก ตอนบนที่ตรงกับแนวหาดมีหินรูปเรือใบ ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่สวยงามที่จะมองเห็นความสวยงามของท้องทะเลได้กว้างไกล

เกาะล้าน
เกาะล้าน
เกาัะล้านเกาะล้าน

เกาะล้าน
เกาะล้าน

เกาะล้าน

เกาะล้าน
          ใครจะคาดคิดว่าระยะทางเพียง 7 กิโลเมตร จากชายฝั่งพัทยา  จะเป็นที่ตั้งของ เกาะล้าน เกาะเล็ก ๆ ที่มีชายหาดสวยงามหลายแห่ง  ส่วนใหญ่คึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มาเล่นน้ำ  เพราะน้ำทะเลที่เกาะล้านนี้ใสมาก ๆ แถมยังเย็นชื่นใจอีกด้วย ว่ายไปว่ายมา  บ้างก็ดำผุดดำว่าย บ้างก็ลอยตัวบนผิวน้ำใส ๆ ก็เพลินใจไปอีกแบบ อ๋อ… ที่เค้าเรียกว่า “เย็นกายสบายใจ” เป็นอย่างนี้นี่เอง
         หรือจะเลือกไปดำน้ำดูปะการัง เล่นกีฬาทางน้ำ ไม่ว่าจะเป็น “เรือลากร่มชูชีพ” สำหรับผู้ที่ชอบหวาดเสียว “เรือสกี” สำหรับผู้ที่ชอบความท้าทาย หรือจะเลือกมันส์ไปกับ “สกู๊ตเตอร์” ก็ไม่มีใครว่า โดยเฉพาะที่หาดตาแหวน หาดทองหลาง หาดนวล และหาดเทียน ส่วนหาดแสมบรรยากาศเงียบสงบกว่าหาดอื่น
เกาะเสม็ด
เกาะเสม็ด

เกาะเสม็ด
เกาะเสม็ด

เกาะเสม็ด
เกาะเสม็ด

          เกาะเสม็ด เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดระยอง ได้รับความนิยมทั้งจากชาวไทยและต่างประเทศ และเป็นสถานที่พักผ่อนตากอากาศยอดนิยมแห่งหนึ่งสำหรับคนกรุงเทพฯ  เพราะมีธรรมชาติอันงดงาม มีหาดทรายขาวละเอียดที่สะอาดบริสุทธิ์  อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ สามารถเดินทางไป-กลับได้ในวันเดียว
          เกาะเสม็ดเป็นเกาะขนาดเล็ก  ตั้งอยู่ในทะเลอ่าวไทยฝั่งภาคตะวันออก  มีหาดทรายธรรมชาติสวยงามที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง ได้แก่ หาดทรายแก้ว  อ่าวน้อยหน่า อ่าวลูกโยน อ่าวไผ่ อ่าวพุทรา อ่าวทับทิม อ่าวลุงดำ อ่าวช่อ  อ่าวตะวัน อ่าววงเดือน อ่าวเทียน อ่าวหวาย อ่าวกิ่ว อ่าวปะการัง อ่าวกะรัง  และอ่าวพร้าว
          นอกจากจะมีชายหาด ขาวสะอาดและน้ำทะเลเย็นใสน่าลงไปแหวกว่ายแล้ว  เกาะเสม็ดยังมีกิจกรรมหลากหลายแห่งให้นักท่องเที่ยวได้เลือกทำ  จึงเหมาะสำหรับการไปเที่ยวทั้งเป็นหมู่คณะ เป็นครอบครัว และไปกับคู่รัก โดยช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับท่องเที่ยวเกาะเสม็ด คือ ช่วงเดือนตุลาคม-เมษายน ซึ่งเป็นช่วงคลื่นลมสงบ
สิ่งที่ได้   ได้รุจักสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆๆๆไนประเทศของเรา
ที่มาของเรื่อง  http://blog.eduzones.com/rangsit/21757

ต้นไม้น่ากลัว ต้นไม้แปลก จากหลายๆที่บางรูปไม่น่าเป็นไปได้

ต้นไม้น่ากลัว ต้นไม้แปลก จากหลายๆที่บางรูปไม่น่าเป็นไปได้

ต้นไม้แปลกๆ บางรูปนี้น่ากลัวได้ใจไม่น่าเชื่อว่าบนโลกนี้จะมีต้นไม้ที่แปลกๆ แบบนี้อยู่อีกหรือเป็นเพียงการสร้างขั้นมาก็ไม่รู้ เรามาดูกันว่าจะน่ากลัวแค่ไหนกับต้นไม้แปลกๆ พวกนี้

ต้นไม้น่ากลัว

ต้นไม้น่ากลัว

ต้นไม้น่ากลัว

ต้นไม้น่ากลัว

ต้นไม้น่ากลัว

ต้นไม้น่ากลัว

ต้นไม้น่ากลัว

สิ่งที่ได้  ไดรุเรื่องราวแปลกๆๆของต้นไม้ๆๆ

ที่มาของเรื่อง  http://blog.eduzones.com/rangsit/21757

 

แพทย์อังกฤษช่วยเด็กหลังเต่า แบกไฝก้อนใหญ่ไว้บนหลัง

แพทย์อังกฤษช่วยเด็กหลังเต่า แบกไฝก้อนใหญ่ไว้บนหลัง

เด็กชายดิดิเออร์ มอนทัลโว วัย 6 ขวบ
เด็กชายดิดิเออร์ มอนทัลโว วัย 6 ขวบ

          เด็กชายชาวโคลอมเบียวัย 6 ขวบ ต้องเผชิญกับชะตากรรมที่น่าสงสาร เพราะเกิดมามีไฝก้อนยักษ์อยู่บนหลังดูคล้ายกระดอง จนถูกขนานนามว่า “เด็กหลังเต่า” อีกทั้งตัวเขาและครอบครัวยังถูกขับไล่ออกจากชุมชนที่อาศัยอยู่ เพราะกลายเป็นที่รังเกียจของเพื่อนบ้าน แต่บัดนี้ได้กลับมาใช้ชีวิตดังปกติแล้ว ด้วยความช่วยเหลือจากคุณหมอใจดีชาวอังกฤษ ที่ลงมือผ่าตัดนำไฝกระดองเต่าออกได้สำเร็จ
รายงานจากเว็บไซต์เดลิเมล เมื่อวันที่ 25 เมษายน ระบุว่า เด็กชายดิดิเออร์ มอนทัลโว วัย 6 ขวบ มีอาการผิดปกติของผิวหนังชนิด “คอนเจนนิทัล เมลาโนไซติก เนวัส” (Congenital Melanocytic Nevus) ซึ่งเป็นอาการที่พบได้ยากมาก ความ ผิดปกติดังกล่าวทำให้เขามีไฝขนาดยักษ์อยู่บนแผ่นหลัง ทั้งยังมีลักษณะนูนยับย่นน่าเกลียด ทำให้เขาและครอบครัวประสบความลำบากในการดำรงชีวิตมาก เนื่องจากชาวบ้านร่วมชุมชนซึ่งยังหัวโบราณขับไล่ครอบครัวของดิดิเออร์ไม่ให้ อาศัยร่วมกับพวกเขา เพราะเชื่อว่าไฝประหลาดขนาดยักษ์นี้ต้องคำสาป และจะนำความอับโชคมาสู่พวกเขา โดยบอกว่าเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะ นางลุซ แม่ของเด็กชาย ตั้งท้องดิดิเออร์ในช่วงที่เกิดจันทรุปราคาพอดี
นอกจากนี้ ดิดิเออร์ยังไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าพิธีแบ๊บติสต์ หรือพิธีล้างบาปตามความเชื่อของศาสนาคริสต์ และไม่สามารถไปโรงเรียนได้ด้วย แม้นางลุซจะรู้ดีว่าไฝขนาดมหึมาบนแผ่นหลังของลูกชายจะเป็นอุปสรรคในการ ดำเนินชีวิตของเขา ทั้งยังอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ในอนาคต แต่เธอก็ไม่มีเงินมากพอที่จะพาลูกไปรักษา
ทว่าโชคก็ยังเข้าข้างเขาอยู่ เมื่อแพทย์ศัลยกรรมมือดีของอังกฤษ นีล บัลสโตรด ได้ทราบเรื่องเข้า และยินดีทำการรักษาให้เขาโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น
คุณหมอบัลสโตรด ถึงกับเดินทางจากอังกฤษไปยังประเทศโคลอมเบีย ซึ่งอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ เพื่อเป็นผู้ทำการผ่าตัดรักษาร่วมกับทีมแพทย์ชาวโคลอมเบียอีกจำนวนหนึ่ง เมื่อครั้งที่คุณหมอได้เห็นไฝยักษ์บนหลังของเด็กชายชัด ๆ ก็กล่าวได้แต่เพียงว่า นี่เป็นเคสที่พบเห็นได้ยาก และไฝของเขาก็ใหญ่มากจริง ๆ กินพื้นที่ทั่วทั้งแผ่นหลัง หรือราว 3/4 ของพื้นผิวร่างกายเลยทีเดียว
ทีม แพทย์นำโดยคุณหมอบัลสโตรดผ่าตัดดิดิเออร์อย่างระมัดระวัง นอกจากตัดเลาะไฝหลังเต่านั้นออกแล้ว ยังต้องมีการปลูกผิวหนังให้กับเด็กชายด้วย และแม้จะรู้ดีว่าเด็กชายจะต้องเผชิญกับการผ่าตัดที่เจ็บปวดหลายครั้งกว่าจะ รักษาได้เสร็จสิ้น แต่เขาก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่คุ้มค่าสำหรับดิดิเออร์ ที่จะสามารถกลับใช้ชีวิตได้ปกติอย่างที่เด็กคนหนึ่งควรจะได้รับ

เด็กชายดิดิเออร์ มอนทัลโว วัย 6 ขวบ

          บัด นี้แผลผ่าตัดของดิดิเออร์แห้งสนิทดีแล้ว และเขาก็สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ปกติเช่นเดียวกับเด็กคนอื่น ๆ ก็ต้องขอชื่นชมในความกรุณาของคุณหมอรายนี้มาก ๆ ที่ได้ให้ความช่วยเหลือที่ราวกับชุบชีวิตเด็กชายคนหนึ่งให้กลับมาสดใสได้อีก ครั้ง
อนึ่งอาการของเด็กชายดิดิเออร์นั้น แม้แต่แพทย์ก็ยังหาสาเหตุที่แน่ชัดนักไม่ได้ แต่คาดว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของยีนในเซลล์ผิวหนังตั้งแต่ระยะตัวอ่อนใน ครรภ์ของมารดา

สิ่งที่ได้  ได้รุจักโรคประหลาด

ที่มาของเรื่อง  http://blog.eduzones.com/rangsit/21757

กิ้งก่าสไปเดอร์แมน ยลโฉมกิ้งก่าสไปเดอร์แมน สี-ท่า เหมือนเด๊ะ!!

ยลโฉมกิ้งก่าสไปเดอร์แมน สี-ท่า เหมือนเด๊ะ!!

ตอน นี้ไม่ว่าจะเดินไปที่ไหน ก็จะต้องคุ้นชินกับภาพของสไปเดอร์แมน ไอ้แมงมุมตัวสีแดง-น้ำเงิน ที่โชว์หราไปทุกที่ เพราะเป็นช่วงที่กระแสหนังสไปเดอร์แมนกำลังกลายเป็นที่ฮิตฮอต แต่ถ้าหากคุณเป็นคนหนึ่งที่เริ่มจะเบื่อภาพเจ้าแมงมุมสีแดง-น้ำเงิน ตัวนี้แล้วล่ะก็ ลองมาดูสไปเดอร์แมนในรูปแบบกิ้งก่าตัวจริงเสียงจริงหน่อยเป็นไง รับรองว่างานนี้มีอึ้งกันเลยล่ะ                     และที่เห็นอยู่นี้ก็คือเจ้ากิ้งก่าสไปเดอร์แมนที่ว่า มันถูกพบโดยช่างภาพคาสสิโอ โลเปซ วัย 38 ปี และภรรยาจากเมืองเซาเปาโลของบราซิล ขณะที่ทั้งคู่อยู่ระหว่างการท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติมาไซ มารา ประเทศเคนยา โดยขณะที่พวกเขาตระเวนถ่ายภาพชีวิตสัตว์ตามธรรมชาติอยู่นั้น สาย ตาก็เหลือบไปเห็นกิ้งก่าสีแดง-น้ำเงินตัวนี้เข้า ซึ่งเป็นสีเดียวกับซูเปอร์ฮีโร่สไปเดอร์แมนเด๊ะ แถมมันยังโพสท่าเหมือนกับสไปเดอร์แมนอีกด้วย ทั้งคู่เลยไม่พลาดถ่ายภาพกิ้งก่าตัวนี้มาเผยแพร่ต่อ โดย คาสสิโอ โลเปซ ได้เปิดเผยว่า นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาพบกิ้งก่าที่มีสีสันสดใสแบบนี้เลยทีเดียว
ทั้งนี้ สำหรับกิ้งก่าสไปเดอร์แมนตัวนี้ จริง ๆ แล้วมันเป็นกิ้งก่าสายพันธุ์ Mwanza Flat Headed Agama ซึ่งเป็นพันธุ์พื้นเมืองของแอฟริกา และมักจะอยู่รวมกันเป็นฝูง โดยจะมีจ่าฝูงที่มีลักษณะสีสันสะดุดตามากที่สุด และสำหรับเจ้ากิ้งก่าสไปเดอร์แมนที่พบตัวนี้ ก็นับว่าเป็นกิ้งก่าที่มีสีสันสวยงามมาก ซึ่งทางผู้เชี่ยวชาญเองก็ยังกล่าวว่า มันเป็นกิ้งก่าที่มีสีสันสวยงามและสดใสที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาเลยทีเดียว

สิ่งที่ได้   ได้รุเรื่องแปลกๆๆของกิ้งก่า

http://www.zoneza.com/view7888.htm

กิ้งก่าสไปเดอร์แมน ยลโฉมกิ้งก่าสไปเดอร์แมน สี-ท่า เหมือนเด๊ะ

คลื่นมหันตภัยสึนามิ(Tsunami)

                คลื่นสึนามิเป็นคำในภาษาญี่ปุ่น หมายถึง คลื่นในท่าเรือ (Harbor wave) คลื่นสึนามิเป็นชุดคลื่นในมหาสมุทรที่มีความยาวคลื่นยาวมาก(500-650 กิโลเมตร) ในทะเลลึกอาจมีความสูงของคลื่นเพียง 30-60 เซ็นติเมตร โดยทั่วไปเกิดจากแผ่นดินไหวในทะเลหรือชายฝั่งทะเล(Coastal or submarine earthquakes) (มักมีความรุนแรงมากกว่า 7.5 ริกเตอร์)แต่อาจเกิดจาก ดินถล่มใต้ทะเล(submarine landslides)หรือการระเบิดของภูเขาไฟใต้ทะเล(submarine volcanic eruptions) และการวิ่งชนโลกของอุกาบาตรขนาดใหญ่ที่ตกลงในมหาสมุทร(large meteorite impact) ในทะเลลึกคลื่นคลื่นสึนามิจะไม่สามารถสังเกตได้ แต่เมื่อคลื่นเข้าสู่ชายฝั่งน้ำตื้น คลื่นจะลดความเร็วลงและเพิ่มความสูงขึ้นอย่างมาก มากกว่าระดับความสูงโดยปกติของบริเวณนั้น ซึ่งอาจมีความสูงได้มากถึง 60 เมตรที่ความเร็วมากกว่า 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ในบริเวณมหาสมุทรทุกแห่งในโลกมีโอกาสเกิดคลื่นสึนามิได้ แต่ในมหาสมุทรแปซิฟิก และทะเลที่ใกล้ขอบทวีปมีโอกาสเกิดคลื่นสึนามิที่มีขนาดใหญ่และมีพลังการทำลายสูงมากกว่า เนื่องจากในบริเวณดังกล่าวมีจุดที่เกิดแผ่นดินไหวและการระเบิดของภูเขาไฟถี่มากมายโดยเฉพาะบริเวณขอบมหาสมุทรแปซิฟิกที่เรียกว่าวงแหวนไฟ(ring of fire)

                                                  คลื่นสึนามิต่างจากคลื่นทั่ว ๆ ไปอย่างไร 

คลื่นในทะเลโดยทั่วไป ถึงแม้นว่าจะมีขนาดใหญ่มากขนาดไหนก็ตาม ตัวคลื่นมักจะเกิดมาจากความเร็วและแรงลม ที่กระทำต่อผิวของ ผืนน้ำทะเล ทำให้เกิดคลื่นเป็นระลอกที่ผิวน้ำ คลื่นจะสูงหรือต่ำขึ้นอยู่กับความเร็วของลม การเคลื่อนไหวของน้ำมีลักษณะดังรูปข้างล่าง ส่วนคลื่นสึนามิ มีกำเนิดมาจากแผ่นดินไหวชนิดที่แผ่น plate เปลือกโลกเคลื่อนที่ในแนวดิ่ง ตรงบริเวณขอบหรือรอยต่อของแผ่น plate 2 แผ่น โดยเกิดใต้ทะเล
ทำไมถึงเกิดสึนามิ                 1.โลกของเราทั้งส่วนที่เป็นมหาสมุทรและทวีปประกอบไปด้วยแผ่นเปลือกโลก(plates)เป็นชิ้นๆต่อกันอยู่เหมือนจิ๊กซอว์ ดังนั้น plates เหล่านี้จึงมีทั้งแผ่นเปลือกโลกภาคพื้นมหาสมุทร(oceanic plates) และแผ่นเปลือกโลกภาคพื้นทวีป(continental plates) ซึ่งมีความหนาตั้งแต่ 70-250 กิโลเมตร

                2.plates เหล่านี้มีการเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลาเนื่องจากมีการหมุนเวียนหรือไหลวนของหินหลอมละลายภายในโลกที่รองรับ plates เหล่านี้อยู่

                3.การเคลื่อนที่ของ plates เหล่านี้เป็นต้นเหตุของการเกิดแผ่นดินไหวซึ่งไม่สามารถบอกล่วงหน้าได้ว่าจะเกิดที่ไหน เมื่อไรและด้วยความรุนแรงเท่าใด

                4.บริเวณรอยต่อของ plates เหล่านี้ที่เกิดขึ้นแผ่นดินไหวขึ้นบ่อยๆ เรียกว่า วงแหวนไฟ

                5.ในมหาสมุทรแปซิฟิก จะถูกล้อมด้วยวงแหวนไฟ
กลไกการเกิดคลื่นสึนามิ
                คลื่นสึนามิเกิดขึ้นได้เนื่องจากการที่แผ่นเปลือกโลกหรือแผ่นเพลทใต้ทะเลมีการเปลี่ยนรูปหรือขยับตัว ซึ่งโดยปกติปรากฎการณ์เหล่านี้ จะเกิดตรงขอบของเพลท ตั้งแต่ 2 แผ่นขึ้นไป การขยับหรือการเลื่อนตัวของแผ่นเพลทมีอยู่ 3 แบบ ตามรูปข้างล่าง

ไม่ว่าการเลื่อนตัวผ่านกันของแผ่นเพลทจะเกิดแบบใดก็ตาม จะก่อให้เกิดการครูดกันก่อให้เกิดปรากฎการณ์ที่เรียกว่า “แผ่นดินไหว” (Earthquake) และถ้าเกิดใต้ทะเลมีผลทำให้มวลของน้ำทะเลเป็นปริมาณมหาศาล เคลื่อนที่ในแนวดิ่ง และมีการเปลี่ยนจุดดุลยภาพเพื่อเข้าสู่จุดสมดุลอย่างรวดเร็วก่อให้เกิดคลื่นสึนามิ ดังรูป

ชนิดของสึนามิ

                1.สึนามิที่เกิดจากการเกิดแผ่นดินไหวในทะเลหรือชายฝั่งทะเล( Coastal or submarine earthquakes )คลื่นสึนามิมักเกิดจากแผ่นดินไหวในทะเล เมื่อเกิดแผ่นดินไหวในทะเลอันเนื่องมาจากแผ่นเปลือกโลกมีการเคลื่อนตัวทำให้เกิดแรงกระเพื่อมอย่างรุนแรงตรงบริเวณจุดโฟกัสของการเคลื่อนที่ และแรงกระเพื่อมนี้ถูกถ่ายทอดไปสู่น้ำทะเล ทำให้น้ำทะเลเกิดคลื่น ซึ่งในระยะแรก คลื่นจะมีลักษณะความยาวช่วงคลื่นมาก ความสูงของคลื่นน้อยแพร่ออกไปเป็นวงทุกทิศทุกทางด้วยความเร็วประมาณกว่า 700 กิโลเมตร/ชั่วโมง เมื่อคลื่นดังกล่าวเคลื่อนเข้าหาชายฝั่งทะเลจะมีการเปลี่ยนแปลงความยาวช่วงคลื่นลดลง แต่ความสูงของคลื่นจะเพิ่มขึ้น ทำให้มีพลังทำลายล้างอย่างรุนแรง

               2.สึนามิที่เกิดจากแผ่นดินถล่มในทะเลหรือชายฝั่งทะเล เช่น การเกิดที่ Hawaii และ Newfoundland

               3.สึนามิที่เกิดจากการระเบิดอย่างรุนแรงของภูเขาไฟ เช่นการเกิดที่ Kick ‘em Jenny ในทะเล Caribbean

               4.สึนามิที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ เช่นการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ ที่เกาะ Bikini
บริเวณแหล่งเกิดคลื่นสึนามิ
               ส่วนใหญ่คลื่นสึนามิเกิดบริเวณเดียวกับย่านที่เกิดแผ่นดินไหวในทะเลหรือชายฝั่ง โดย 80 % ของคลื่นสึนามิที่เกิดทั้งหมดจะอยู่ในบริเวณ Pacific seismic belt สึนามิที่มีความรุนแรงสูงสุดอันดับที่ 4 ในอดีตเกิดบริเวณชายฝั่งของเกาะ อะลิวเทียน อลาสก้า หมู่เกาะคูริล, ประเทศญี่ปุ่น, ประเทศซิลี และประเทศเปรู สึนามิที่มีความรุนแรงสูงสุดอันดับที่ 3 เคยเกิดบริเวณชายฝั่งตอนเหนือของ คัมชัตก้า ทะเลญี่ปุ่น เกาะริวกิว, นิวเฮอร์ริเดส, ทองก้า, เกาะเคอร์มาเดด, เม็กซิโก และ ฮาวาย สึนามิที่มีความรุนแรงสูงสุดอันดับที่ 2 เคยเกิดบริเวณหมู่เกาะฟิลิปปินส์ เกาะมาทินา และทะเลบางแห่งในอินโยนีเซีย, นิวกีนี, นิวบริเตนประเทศนิวซีแลนด์, ตะวันออกเฉียงใต้ของคาบสมุทรอลาสก้า สึนามิที่มีความรุนแรงอันดับที่ 1 เคยเกิดบริเวณชายฝั่งของ แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา สำหรับในคาบสมุทรอินเดีย บริเวณที่เคยเกิดคลื่นสึนามิมีความรุนแรงอันดับ 3 ได้แก่ บริเวณเกาะสุมาตรา และหมู่เกาะอินโดนีเซียซึ่งอยู่ในย่าน วงรอบแปซิฟิก (Circum-pacific)
คลื่นสึนามิมีขนาดเท่าไหร่

                เมื่อคลื่นสึนามิเข้าปะทะที่ชายฝั่งทะเล อาจมีความสูงถึง 40 เมตร คลื่นลูกแรกที่กระทบมักจะไม่ใช่คลื่นที่ลูกใหญ่ที่สุด แต่จะมีคลื่นเป็นระลอกตามมา ซึ่งอาจจะใหญ่กว่า และสามารถรุกล้ำเข้าไปทำลายบนชายฝั่งทะเลลึกถึงนับเป็นกิโลเมตร
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสึนามิ
               1. คลื่นสึนามิในมหาสมุทรมักเกิดจากแผ่นดินไหว

               2.คลื่นสึนามิอาจมีความสูงคลื่นถึง 10-30 เมตร บริเวณชายฝั่ง และสามารถพัดเข้าไปในชายฝั่งได้หลายร้อยเมตร

               3. บริเวณชายฝั่งมักโดนคลื่นพัดพาหายไป

               4. คลื่นสึนามิไม่ใช่คลื่นเดี่ยว แต่เป็นชุดคลื่น และอาจมีหลายลูกติดตามกันมา ลูกแรกไม่ใช่ลูกที่แรงที่สุด ลูกที่แรงที่สุดเป็นลูกที่3-6

               5. คลื่นสึนามิอาจมีต่อเนี่องกันได้เป็นเวลาหลายชั่วโมง

               6. คลื่นสึนามิพัดพาได้เร็วกว่าอัตราการวิ่งของคน

               7. คลื่นสึนามิทำให้ระดับน้ำลดลงอย่างรวดเร็วก่อนที่จะมีระดับน้ำสูงและคลื่นรุนแรงตามมา

               8. หินขนาดใหญ่ กรวด ทราย เรือ บ้านเรือน ยานพาหนะ อาจพัดพามาพร้อมคลื่นสึนามิ และพัดพาไปได้ไกลจากชายฝั่งหลายร้อยเมตร ซึ่งทำให้เกิดการบาดเจ็บ

               9. คลื่นสึนามิ เกิดได้ทั้งกลางคืนและกลางวัน

             10. คลื่นสึนามิสามารถพัดพาเข้าไปยังคลองและมหาสมุทรที่ต่อเนื่องกับทะเล
แนวปฏิบัติในการบรรเทาอันตรายและความเสียหายจากคลื่นสึนามิ              1.ขณะที่อยู่บริเวณชายฝั่งเมื่อรู้สึกว่ามีแผ่นดินไหวหรือพบว่าระดับน้ำทะเลลดลงมากผิดปกติ ให้รีบอพยพไปยังบริเวณที่สูงทันที

             2.เมื่อได้รับฟังประกาศจากทางการเกี่ยวกับการเกิดแผ่นดินไหวในทะเล ให้เตรียมรับสถานะการณ์ที่อาจจะเกิดคลื่นสึนามิตามมาได้

             3.ถ้าอยู่ในเรือซึ่งจอดอยู่ในท่าเรือ ให้รีบนำเรือออกไปกลางทะเล เมื่อทราบข่าวว่าจะเกิดคลื่นสึนามิพัดเข้าหา

             4.คลื่นสึนามิ อาจเกิดขึ้นได้หลายระลอกจากการเกิดแผ่นดินไหวครั้งเดียว เนื่องจากมีการแกว่งไปมาของน้ำทะเล ดังนั้นควรรอประกาศจากการก่อนจึงสามารถลงไปชายหาดได้

             5.ติดตามการเสนอข่าวของทางราชการอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง

             6.หากที่บ้านเรือนอยู่ใกล้ชายหาด ควรจัดทำเขื่อน กำแพง ปลูกต้นไม้ วางวัสดุ ลดแรงปะทะของน้ำทะเล ในบริเวณย่านที่มีความเสี่ยงภัยในเรื่องคลื่นสึนามิ

             7.ควรหลีกเลี่ยงการก่อสร้างอาคารบ้านเรือใกล้ชายฝั่งในย่านที่มีความเสี่ยงภัยสูง

             8.วางแผนในการฝึกซ้อมรับภัยจากคลื่นสึนามิ เป็นประจำทุกปี เช่นกำหนดสถานที่ในการอพยพ แหล่งสะสมน้ำสะอาดเป็นต้น

             9.จัดวางผังเมืองให้เหมาะสม บริเวณแหล่งที่อาศัยควรมีระยะห่างจากชายฝั่ง

           10.ประชาสัมพันธ์และให้ความรู้ประชาชนในเรื่องการป้องกันและบรรเทาภัยจากคลื่นสึนามิและแผ่นดินไหว

           11.วางแผนล่วงหน้า หากเกิดสถานการณ์ขึ้นจริง ในเรื่องการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดขั้นตอนในด้านการช่วยเหลือบรรเทาภัย ด้านสาธารณะสุข การรื้อถอนและฟื้นฟูสิ่งก่อสร้าง เป็นต้น

ประมวลภาพการเกิดสึนามิในประเทศไทย
                               

สิ่งที่ได้  ได้รุจักป้องกันตัวจากภัยธรรมชาติและลักษณะในการเกิดศึกนามิ

ที่มาของเรื่อง  http://blog.eduzones.com/rangsit/21757

 

คลื่นมหันตภัยสึนามิ

5 วิธีออกกำลังกายลดต้นแขนให้ดูดี

5 วิธีออกกำลังกายลดต้นแขนให้ดูดี

 

clip_image002

1. ต้นแขนด้านใน ท่าแรกง่ายๆ กับการบริหารต้นแขนด้านใน หาเก้าอี้สบายๆ มาซักตัวและขวดน้ำขนาดกำลังพอดีมือซักใบ นั่งตรงขอบเก้าอี้ ถือขวดน้ำไว้ในมือขวา จากนั้นค่อยๆ โน้มตัวมาด้านหน้าเล็กน้อย ใช้มือซ้ายที่ว่างอยู่ ยันเข่าเพื่อพยุงตัวขึ้นมาเล็กน้อย จากนั้นเอาข้อศอกข้างขวาไปยึดไว้กับเข่าขวาด้านใน แล้วยกขวดน้ำเข้าหาไหล่เหมือนยกดัมเบลเลยค่ะ ทำแบบนี้ซัก 20 ครั้ง แล้วค่อยสลับด้านเป็นทางซ้ายเพื่อความสมดุลแล้วทำต่ออีก 20 ครั้ง เป็นอันจบท่าที่ 1

clip_image004

2. ต้นแขนด้านนอก ต่อทันทีด้วยท่าที่ 2 บริหารต้นแขนด้านนอก คราวนี้มาอยู่ในท่ายืนสบายๆ แต่แยกเท้าและงอเข่าเล็กน้อย มือขวาถือขวดน้ำใบเดิมยกขึ้นเหนือศรีษะ จากนั้นงอข้อศอกส่งขวดน้ำไปข้างหลังจนจรดต้นคอ กลับสู่ท่าเริ่มต้น ทำซ้ำไปซ้ำมาอย่างนี้ประมาณ 30 ครั้ง แล้วสลับข้างเหมือนเดิมค่ะ

clip_image006

3. ไหล่ ท่าที่ 3 เสร็จการบริหารแขนแล้วมาบริหารช่วงไหล่กันบ้าง ยังใช้ขวดน้ำเหมือนเดิมแต่เพิ่มขึ้นอีก 1 ใบ ถือขวดน้ำไว้ในมือทั้งซ้ายและขวาข้างละใบไว้ วางลอยไว้ที่ระดับสะโพก แล้วค่อยๆ ยกแขนทั้งสองข้างขึ้นเหนือศรีษะ จากนั้นเหวี่ยงแขนไปข้างหลัง วนเป็นรูปวงกลม ซักประมาณ 10 รอบ ระวังอย่าเหวี่ยงแรงไปนะคะ อาจเกิดอาการบาดเจ็บได้หรือไม่ขวดอาจจะลอยหลุดมือไปโดนอะไรเสียหายเข้า

clip_image008

4. ไหล่และหลัง หลังจากนั้นมาต่อด้วยท่าที่ 4 ซึ่งยังได้ผลในช่วงไหล่อยู่แต่จะเพิ่มการกระชับกล้ามเนื้อด้านหลังด้วยเพื่อ ให้ส่งผลถึงแขนนั่นเองค่ะ ท่านี้ให้ยืนแยกเท้าและงอเข่าเล็กน้อย จากนั้นหาหนังสือเล่มขนาดกำลังพอดีมาถือไว้ในมือทั้งสองข้าง ข้างละ 2-3 เล่ม วางหนังสือพักไว้ตรงหน้าขาแล้วค่อยๆ ยกแขนทั้งสองข้างขึ้นสูงถึงระดับไหล่ ชูแขนเหยียดตรงแล้วเกร็งกล้ามเนื้อพร้อมๆ กับค่อยๆ ลดแขนลงช้าๆ ทำซ้ำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ประมาณ 20 ครั้งจึงหยุดและเปลี่ยนเป็นท่าสุดท้าย

clip_image010

5. อกและแขน ท่าสุดท้ายคือการบริหารช่วงอกและแขน กลับมาที่เก้าอี้ตัวเดิมนะคะ คราวนี้ให้ตั้งเก้าอี้วางชิดผนังเอาไว้ แล้วเอามือของเราไปเกาะที่ขอบเก้าอี้ ทรงตัวดีๆ เหยียดแขนตรง ยืนบนปลายเท้า แล้วค่อยๆ งอศอกดึงตัวเข้าหาเก้าอี้ให้ใกล้ที่สุด จากนั้นยืดแขนออก ทำซ้ำไปมาแบบนี้ซัก 30 ครั้ง เป็นอันจบครบทุกกระบวนท่าค่ะ

 

ข้อคิด : ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอให้ถูกวิธีเพื่อสุขภาพร่างกายแข็งแรง

ที่มา : http://takecareyourself.blogspot.com/

โลกแตก 2012 วันสิ้นโลก หมอลักษณ์ฟันธง ! ตอนที่ 2

โลกแตก 2012 วันสิ้นโลก หมอลักษณ์ฟันธง ! ตอนที่ 2

 

หมอลักษณ์ ฟันธง เรื่องโลกแตก

หมอลักษณ์ ฟันธง : ผมไม่รู้ว่า ค.ศ.2012 มันเกี่ยวข้องอย่างไรกับโลกแตก แต่ในพระไตรปิฎกได้กล่าวถึงเรื่องของโลกแตกไว้อย่างชัดเจนมากว่า ศาสนาพุทธจะมีอายุยืนยาวไปกว่า 5,000 ปี ซึ่งนั่นแปลว่าศาสนาพุทธหรือโลกใบนี้จะมีอายุยืนยาวไปกว่า 5,000 ปี ดังนั้นถ้าเราเชื่อว่าหลักธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีจริง เราต้องเชื่อหลักที่มีในพระไตรปิฎก เพราะฉะนั้นเราก็ไม่ต้องกลัวว่าปี 2012 โลกจะแตก เรื่องแบบนี้เคยเกิดมาแล้วเมื่อสมัยปี 2000 ซึ่งมันเป็นไฮไลท์อย่างหนึ่งของการขายหนัง ซึ่งแตกต่างจากหลักธรรมของพระพุทธศาสนาที่เน้นเรื่องปัญญา เน้นเรื่องการสืบอายุพระพุทธศาสนา วัดพระธรรมกายและวัดทั่วประเทศนี้ 30,000 กว่าวัด ให้ปัญญา สอนให้คนรู้หลักธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีการเทศนา และระยะหลังมานี้วัดพระธรรมกายมีส่วนสำคัญในการก่อให้เกิดกิจกรรมร่วมของมวลมหาชนที่เป็นชาวพุทธ เช่น โครงการตักบาตรพระเป็นพันๆ รูป บวชพระเป็นแสนรูป ตรงนี้ต่างหากที่สำคัญกว่าวันโลกแตกปี 2012 สิ่งเหล่านี้เหมือนจะเป็นเรื่องใหม่ที่นับวันจะเกิดขึ้นเรื่อยๆ และก็จะจางหายไปเมื่อถึงปี 2013

 

 

 

สึนามิภัยธรรมชาติรูปแบบหนึ่งที่สร้างความเสียหายอย่างมหาศาลต่อชีวิตและทรัพย์สิน

แต่สิ่งที่จะเกิดจะเป็นเพราะความเลวร้ายของมนุษย์ที่ทำร้ายธรรมชาติ ย่อมส่งผลต่อภัยธรรมชาติ อันจะเกิดขึ้นจากการเอาคืนของธรรมชาติอย่างยุติธรรม แผ่นดินไหว สึนามิ นั่นคือธรรมชาติ แต่ยังไม่ถึงขนาดล้างโลกนี้ให้หายไป ถ้ากลัวเหตุการณ์เหล่านี้แล้วก็ให้ไปทำบุญในพระพุทธศาสนาก็จะเป็นการดี เพราะจะได้มีบุญไว้ติดตัว ส่วนในทางโหราศาสตร์ ขอบอกว่าโลกไม่แตกหรอกครับ ขอฟันธง !

 

 

 

พระธรรมเทศนาเรื่อง 2012 วันสิ้นโลก โดยพระมหาดร.สมชาย ฐานวุฑโฒ

ส่วนข้อคิดในทางพระพุทธศาสนา พระมหาดร.สมชาย ฐานวุฑโฒ ได้ให้แง่คิดไว้ว่า : ไม่ว่าจะเป็นสึนามิ หรือเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เฮติ เรียกว่าเป็นสัญญาณเตือนเลยก็ได้ แต่ยังไม่ถึงขนาดโลกจะแตกดับ แต่จะเป็นการเตือนว่าสิ่งที่มนุษย์เราทำไม่ดี มันแย่นะ การแตกดับของโลกนั่นมีวงจรของมันอยู่แล้ว แต่จะเร็วจะช้าก็ขึ้นอยู่กับการกระทำของมนุษย์ ถ้ามนุษย์ทำดีวงจรก็จะยืดยาวไป แต่ไม่ถึงขนาดจะแตกดับใน1 ปี หรือ 2 ปีข้างหน้า

แล้ววงจรในการแตกดับเป็นอย่างไร ภายหลังจากที่เราได้ศึกษาในเรื่องของการเกิดของมนุษย์ในตอนที่แล้วไปแล้วนั่น ว่าหลังจากที่เกิดยุคมิคสัญญี มนุษย์ที่หนีเข้าป่าก็ได้ทำความดี สิ่งแวดล้อมก็ดีขึ้น อายุขัยก็เริ่มไขขึ้นมีอายุยืนขึ้น พออายุขัยยืนยาวนานมาก มนุษย์ก็เริ่มทำไม่ดี อายุขัยก็เริ่มลดน้อยลงอย่างนี้อีกหลายรอบ พอเต็มที่เข้าก็ถึงตอนที่กัปจะทำลายลง โดยจะมีการทำงายด้วย 3 อย่างใหญ่ คือ

1.ไฟประลัยกัลป์ล้างโลก

2.น้ำประลัยกัลป์ล้างโลก

3.ลมประลัยกัลป์ล้างโลก

 

โลกแตกได้ด้วยไฟประลัยกัลป์ จากดวงอาทิตย์ทั้ง 7 ดวง

ที่กล่าวเช่นนั้นเพราะว่า ไฟ น้ำ และลม ที่สามารถทำลายโลกได้นี้ ไม่ใช่ ไฟ น้ำ และลมอย่างที่เราเห็นหรือรู้จักกัน แต่เป็นไฟ น้ำ และลมประลัยกัลป์ที่มีอานุภาพในการทำลายมหาศาล เพราะเกิดด้วย แรงกรรมของสัตวโลก ซึ่งถ้าจะกล่าวตรงๆ แล้ว สัตวโลกที่ว่านี้ก็คือมนุษย์นั่นเอง เพราะว่าสัตว์อื่น ไม่สามารถจะทำกรรมอะไรได้มากมายเท่ามนุษย์

ถึงแม้ว่าทั้ง ไฟ น้ำ และ ลม จะเป็นสิ่งทำลายโลกและสรรพสิ่งทั้งปวง (ซึ่งไม่มีสิ่งใดๆ ที่จะมีอานุภาพ การทำลายมากไปกว่านี้) แต่ใช่ว่าทั้ง 3 สิ่ง จะสามัคคีชุมนุมมะรุมมะตุ้มตะลุมบอนออกฤทธิ์ถล่มโลกจน แตกสลายก็หาไม่ เพราะการทำลายจะเกิดขึ้นเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง คือถ้าเป็นไฟ ก็ไฟอย่างเดียว ถ้าเป็นน้ำก็น้ำอย่างเดียว และถ้าเป็นลมก็ลมอย่างเดียว

การที่สิ่งใดจะทำลายโลกนั้น ขึ้นอยู่กับจิตใจของมนุษย์ว่า หนาแน่นไปด้วยกิเลสตระกูลใดมากที่สุด ซึ่งถ้าจิตใจมนุษย์หนาแน่นด้วยกิเลสตระกูลโทสะ โลกจะถูกทำลายด้วยไฟ ถ้ามนุษย์มีจิตใจที่หนาแน่นไปด้วย ราคะ โลกจะถูกทำลายด้วยน้ำ และถ้าจิตใจของมนุษย์หนาแน่นด้วยกิเลสตระกูลโมหะ โลกก็จะถูกทำลาย ด้วยลม

นอกจากโลกจะไม่ถูกทำลายด้วย ไฟ น้ำ หรือลมพร้อมกัน แต่จะถูกทำลายด้วยอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังกล่าวแล้ว ในการทำลายของทั้ง 3 สิ่งนี้ ยังมีระยะเวลาและลำดับในการทำลายด้วย โลกจะถูกทำลายด้วยไฟเป็นสิ่งแรก และจะถูกทำลายเป็นครั้งๆ ไป ถึง 7 ครั้ง ในครั้งที่ 8 โลกจะถูกทำลายด้วยน้ำ หลังจากนั้นถูกทำลายด้วยไฟอีก 7 ครั้ง แล้วถูกทำลายด้วยน้ำอีก จะเป็นเช่นนี้จนกระทั่งครั้งที่ 64 โลกจึง จะถูกทำลายด้วยลม 1 ครั้ง หลังจากนั้นจึงเริ่มมีการเกิดขึ้นของโลกและจักรวาลขึ้นใหม่ และโลกก็จะถูกทำลายอีกจะเป็นอย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด

เมื่อรวมจำนวนที่โลกถูกทำลายด้วยสิ่งต่างๆ ใน 64 ครั้ง จะถูกทำลายด้วยไฟ 56 ครั้ง ถูกทำลาย ด้วยน้ำ 7 ครั้ง และถูกทำลายด้วยลม 1 ครั้ง

 

 

 

 

 

 

เมื่อดวงมีดววงอาทิตย์เกิดขึ้นถึง 7 ดวง ความร้อนแรงจะไม่มีประมาณทำลายล้างได้ทุกอย่าง

1. ไฟประลัยกัลป์ล้างโลก

การที่โลกถูกทำลายด้วยไฟนั้น เริ่มจากจะไม่มีฝนตกเป็นเวลายาวนาน ความแห้งแล้งเริ่มปรากฏขึ้นในกาลต่อมา ดวงอาทิตย์ดวงที่ 2 ปรากฏขึ้น ทำให้ ขณะนั้นโลกและจักรวาลมีดวงอาทิตย์ถึง 2 ดวง ทำให้ไม่มีกลางวันและกลางคืนดวงอาทิตย์ดวงที่เกิดขึ้นมาใหม่นี้ จะมีความร้อนรุนแรงกว่าดวงอาทิตย์ที่มีมาแต่เดิม ทั้งนี้เป็นเพราะดวงอาทิตย์ดวงที่เกิดขึ้นใหม่นี้เกิดด้วยอานุภาพกรรมของมนุษย์ จึงไม่มีสุริยเทพบุตรอยู่เหมือน ดวงอาทิตย์ดวงแรกซึ่งไม่ได้เกิดจากแรงกรรม และด้วยความร้อนแรงที่มากขึ้นอย่างมหาศาล สุริยเทพบุตรที่ อาศัยอยู่ในดวงอาทิตย์ดวงเดิมนั้น ก็ไม่อาจจะอยู่ต่อไปได้ จึงเร่งทำความเพียรเจริญภาวนา เพื่อให้ได้ฌาน และหนีไปบังเกิดยังพรหมโลกชั้นสูง ซึ่งเป็นภพที่อานุภาพการทำลายไปไม่ถึง

และเพราะเหตุที่มีดวงอาทิตย์ปรากฏขึ้นถึง 2 ดวง อุณหภูมิความร้อนในโลกจึงทวีขึ้นอย่างมากมาย ส่งผลให้บนท้องฟ้าปราศจากเมฆและหมอก น้ำตามแหล่งน้ำต่างๆ เหือดแห้งน้ำที่ยังเหลืออยู่ในโลก มีเพียงน้ำในแม่น้ำ 5 สาย คือแม่น้ำคงคา ยมุนา อจิรวดี มหิ และสรภู เท่านั้น มนุษย์ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ ต่างล้มตายและไปบังเกิดในพรหมโลกทั้งหมด เพราะพากันเร่งรีบเจริญภาวนาเพื่อให้ได้ฌานกัน ทั้งนี้เพราะทราบล่วงหน้าว่าภัยร้ายแรงจะมาเยือน สาเหตุที่มนุษย์ทราบว่าโลกจะถูกทำลายนั้น เนื่องจากก่อนที่โลกจะถูกทำลายแสนปี จะมีเทวดาประเภทหนึ่ง เรียกว่า โลกพยุหเทวดา นุ่งห่มด้วยผ้าสีแดง มาป่าวประกาศให้มนุษย์ทราบว่า อีกแสนปี ข้างหน้าโลกจะพินาศ รวมทั้งจักรวาล ตลอดจนสรรพสิ่งทั้งปวง แม้กระทั่งภูมิของสวรรค์ทั้ง 6 ชั้น จนถึงพรหมโลกชั้นที่ได้ปฐมฌาน และยังแนะนำต่อไปอีกว่า อย่าประมาทให้เร่งสร้างบุญกุศล เพื่อจะได้ไปเกิดในภูมิที่พ้นจากความพินาศนี้

หลังจากที่เทวดานั้นมาประกาศให้มนุษย์ทราบแล้ว มนุษย์ต่างบังเกิดความสลดสังเวชใจ จึงเร่งสร้างบุญกุศล และบำเพ็ญภาวนากันจนได้ฌานสมาบัติ ตายแล้วไปบังเกิดในพรหมโลก เหล่าเทวดา และพรหมก็เช่นกัน ต่างเร่งเจริญภาวนาเพื่อจะได้ไปบังเกิดในภพภูมิที่ปลอดภัย ส่วนสัตว์ในอบายภูมิทั้งหลายเมื่อพ้นจากวิบากกรรมมาเกิดเป็นมนุษย์ และทราบเรื่องที่เทวดามาประกาศ ก็เร่งสร้างบุญกุศลและเจริญภาวนาเช่นกัน คงเหลือเพียงผู้ที่มีมิจฉาทิฏฐิที่ไม่เร่งสร้างบุญกุศล เมื่อโลกถูกทำลายจึงไปบังเกิดใน ภพภูมิเดิมของจักรวาลอื่นที่ยังไม่ถูกทำลาย

หลังจากนั้นมาอีกยาวนาน ดวงอาทิตย์ดวงที่ 3 ปรากฏขึ้น และด้วยอานุภาพความร้อนแรงที่เพิ่มขึ้น จึงทำให้น้ำที่เคยเหลืออยู่ในแม่น้ำทั้ง 5 นั้น เหือดแห้งไปจนหมดสิ้น ต่อมาปรากฏมีดวงอาทิตย์ดวงที่ 4 ความร้อนแรงยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทับทวี จนกระทั่งทำให้น้ำในสระใหญ่บริเวณป่าหิมพานต์ซึ่งละลายมาจากหิมะ แห้งหายจนหมดสิ้น น้ำในมหาสมุทรของจักรวาลเริ่มแห้งขอดลง

หลังจากนั้น ดวงอาทิตย์ดวงที่ 5 ก็บังเกิดขึ้น ถึงตรงนี้ น้ำในมหาสมุทรต่างๆ เหือดแห้งจนหมดสิ้น และเมื่อดวงอาทิตย์ดวงที่ 6 ปรากฏ อานุภาพของความร้อนจึงทำให้แผ่นดินและภูเขาไม่หลงเหลือ ธาตุน้ำอยู่เลย ทำให้ไม่สามารถคงสภาพเดิมไว้ได้ กลายเป็นผงฝุ่นฟุ้งไปทั่วทั้งโลก

ต่อจากนั้นดวงอาทิตย์ดวงที่ 7 ก็ปรากฏขึ้น ด้วยความร้อนแรงที่ไม่มีประมาณ ทำให้โลกธาตุทั้งแสนโกฏิจักรวาลลุกเป็นไฟขึ้นพร้อมกัน เกิดการระเบิดเสียงดังสนั่นกึกก้องกัมปนาท ยอดเขาพระสุเมรุอันเป็นที่ตั้งของสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา และดาวดึงส์ถอนหลุดออกจากที่ แล้วแตกแยกย่อยกระจัดกระจายสูญหายไปในอากาศ

 

 

 

 

 

เปลวไฟจะเผาผลาญทุกสิ่งทุกอย่างทั้งโลกและจักรวาลนี้เป็นจุล

สำหรับเปลวไฟที่เผาทำลายโลกและจักรวาลนี้ จะเริ่มที่โลกมนุษย์ก่อน จากนั้นจึงลุกลามไปยังเทวโลกทุกชั้นตามลำดับ และเลยไปถึงพรหมโลกชั้นต้น ซึ่งเป็นพรหมที่ได้ปฐมฌานไฟนี้จะไหม้อยู่เป็นเวลาที่ยาวนานมาก จนกระทั่งไม่มีสิ่งใดหลงเหลือ ไฟจึงมอดดับลงในพรหมโลกหลังจากไฟมอดดับไปแล้ว จักรวาลเหลือเพียงอากาศว่างเปล่าไม่มีสิ่งใดๆ บังเกิดความมืดมิดขึ้นทั่วทั้งจักรวาลเป็นเวลายาวนาน

2. น้ำประลัยกัลป์ล้างโลก

การที่โลกถูกทำลายด้วยน้ำ จะไม่มีดวงอาทิตย์ปรากฏขึ้นเหมือนกับที่โลกถูกทำลายด้วยไฟ โลกยังคงมีดวงอาทิตย์เพียงดวงเดียวอย่างที่เคยเป็นมา แต่การทำลายจะเริ่มจาก มีเมฆที่มีฤทธิ์เป็นกรดเกิดขึ้น แล้วฝนจึงตกลงมาจากเมฆที่มีฤทธิ์เป็นกรดนั้น ทำให้กลายเป็นน้ำกรดที่มีฤทธิ์รุนแรง สามารถกัดละลายสรรพสิ่งทั้งหลายให้ละลายได้ โดยจะตกต่อเนื่อง ไม่มีขาดช่วงเลยจนกลายเป็นเหมือนสายน้ำ ทำให้ระดับน้ำสูงขึ้นๆ จนในที่สุด ท่วมพื้นแผ่นดินและภูเขา ท่วมโลกจนกระทั่งเต็มทั่วท้องจักรวาลทั้งแสนโกฏิจักรวาล

 

 

 

 

 

 

 

น้ำประลัยกัลป์จะท่วมทุกสิ่งทุกอย่างแม้แต่สวรรค์และชั้นพรหมบางชั้น

น้ำซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดรุนแรงนี้ จะกัดละลายทุกสิ่งทุกอย่างจนสูญสลายไม่มีเหลือ ระดับน้ำจะสูงขึ้นไป จนท่วมสวรรค์ชั้นต่างๆ ท่วมถึงพรหมโลกชั้นที่ได้ทุติยฌาน คือ พรหมปริตตาภา พรหมอัปปมาณาภา และพรหมอาภัสสรา แล้วหยุดเพียงเท่านี้ สิ่งทั้งหลายที่จมน้ำหรือถูกท่วมถึง ก็จะถูกกัดละลายจนหมดสิ้น

เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างถูกกัดละลายจนไม่เหลือสิ่งใดๆ เลย น้ำซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดนั้นจะยุบแห้งหายไป เหลือเพียงอากาศที่ว่างเปล่าโล่งเตียนไม่หลงเหลือสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น ทั่วทั้งจักรวาลมืดมิดไม่มีแสงสว่างใดๆ

3. ลมประลัยกัลป์ล้างโลก

ในครั้งที่โลกและจักรวาลถูกทำลายด้วยลม โลกยังคงมีดวงอาทิตย์ดวงเดียวเช่นที่เคยเป็นมา แต่ การทำลายด้วยลมเริ่มจากมีลมเกิดขึ้น ในช่วงแรกเป็นเพียงลมอ่อนๆ แล้วจึงแรงขึ้นตามลำดับ จากที่พัด พาสิ่งที่มีน้ำหนักเบา ก็แรงจนสามารถทำให้สิ่งต่างๆ พัดปลิวไปในอากาศได้ เริ่มจากที่เพียงพัดฝุ่นให้ฟุ้งตลบขึ้น เป็นพัดพาทราย กรวด และก้อนหิน และแรงขึ้นจนพัดสิ่งต่างๆ ที่มีขนาดใหญ่ ทั้งต้นไม้ อาคารบ้านเรือน ตลอดจนสรรพสิ่ง หลุดลอยขึ้นไปในอากาศ

 

 

 

 

ลมก็เป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุการเกิดวันสิ้นโลก แต่ไม่ใช่ ปี 2012 แน่แท้

ด้วยอานุภาพรุนแรงอย่างมหาศาล จึงทำให้สิ่งต่างๆ ที่ถูกพัดขึ้นไปแหลกละเอียดกระจัดกระจายไม่เหลือสิ่งใดๆ เลย ต่อมาเกิดลมขึ้นใต้ผืนแผ่นดิน ความรุนแรงของลมได้พัดพลิกแผ่นดินให้หงายขึ้น และพัดปลิวขึ้นไปในอากาศ แม้แต่ภูเขา และน้ำจากแหล่งต่างๆ ทั้งในแม่น้ำ ทะเล และมหาสมุทร ทุกสิ่งทุกอย่างถูกพัดปลิวขึ้นสู่อากาศ และแหลกกระจุยกระจายด้วยแรงลมที่มีความรุนแรงในการฉีกทำลายมหาศาลเขาพระสุเมรุถูกพัดหลุดลอยขึ้นไปในอากาศ และแหลกละเอียดกระจัดกระจายไม่เหลือเศษ สวรรค์ชั้นต่างๆ จักรวาลทั้งหลายกระทบกระแทกเข้าหากันจนแตกละเอียดเป็นผุยผง ตลอดจนถึงพรหมโลกชั้นที่ได้ตติยฌานทั้ง 3 อันได้แก่ พรหมปริตตสุภา พรหมอัปปมาณสุภา และพรหมสุภกิณหา ได้ถูกลมพัดทำลายจนสิ้น เมื่อสิ่งต่างๆ ถูกทำลายจนหมดสิ้น ลมจึงสงบหายไป เหลือเพียงความเวิ้งว้างของท้องจักรวาล ที่มีแต่ความว่างเปล่าโล่งเตียนไม่หลงเหลือสิ่งใดๆ ปรากฏเพียงความมืดมิดทั่วทั้งจักรวาล

การที่พระพุทธองค์ทรงแสดงถึงการทำลายของโลกนี้มิได้มีพระประสงค์ที่จะให้ผู้ใดหวาดกลัว มิได้ประสงค์จะเตือนให้ระวังภัยที่โลกจะถูกทำลาย และมิได้มีพระประสงค์จะแสดงเพื่อให้เป็นศาสตร์ว่าด้วย ความรู้เรื่องการเกิดและการทำลายของโลก แต่ที่ทรงแสดงถึงการที่โลกถูกทำลายนี้ ก็เพื่อที่จะแสดงให้เกิดความเบื่อหน่ายในโลก เบื่อหน่ายในการเวียนว่ายในสังสารวัฏที่หาเบื้องต้นและเบื้องปลายไม่พบ เพราะแม้ว่าภพภูมิต่างๆ จะน่ารื่นรมย์ สวยสดงดงาม และมีสัมผัสอันเป็นสุขอย่างไรก็ตาม แต่สิ่งทั้งหลายเหล่านั้น ล้วนไม่เที่ยงแท้ถาวร ไม่มีผู้ใดเลยที่จะสามารถเป็นเจ้าของหรือครอบครองสิ่งใดได้ตลอดไป

 

 

 

 

 

 

 

 

2012 ยังไม่ใช่วันสิ้นโลกอย่างแน่นอน

ด้วยเหตุนี้พระพุทธองค์จึงทรงแสดงถึงการที่โลกถูกทำลายดังนี้ เพื่อให้เกิดความเบื่อหน่าย สลด สังเวชใจ และหาทางหลุดพ้นในที่สุด ดังที่แสดงใน สุริยสูตร ว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่น่าชื่นชม นี้เป็นกำหนด ควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้นในสังขารทั้งปวง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขุนเขาสิเนรุ โดยยาว 84,000 โยชน์ โดยกว้าง 84,000 โยชน์ หยั่งลงในมหาสมุทร 84,000 โยชน์ สูงจากมหาสมุทรขึ้นไป 84,000 โยชน์ มีกาลบางคราวที่ฝนไม่ตกหลายปี หลายร้อยปี หลายพันปี หลายแสนปี เมื่อฝนไม่ตก พืชคาม ภูตคาม และติณชาติที่ใช้เข้ายา ป่าไม้ใหญ่ ย่อมเฉาเหี่ยวแห้ง เป็นอยู่ไม่ได้ ฉันใด สังขารก็ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยงไม่ยั่งยืน ไม่น่าชื่นชม นี้เป็นกำหนด ควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้นในสังขารทั้งปวง”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว โดยล่วงไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ 2 ปรากฏ เพราะพระอาทิตย์ดวงที่ 2 ปรากฏ แม่น้ำลำคลองทั้งหมด ย่อมงวดแห้ง ไม่มีน้ำ ฉันใด สังขารก็ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง ควรหลุดพ้น”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว โดยล่วงไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ 3 ปรากฏ เพราะพระอาทิตย์ดวงที่ 3 ปรากฏ แม่น้ำสายใหญ่ๆ คือ แม่น้ำคงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหิ ทั้งหมดย่อมงวดแห้ง ไม่มีน้ำ ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง ควรหลุดพ้น”

เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว หรือสึนามินั้นไม่ได้ครึ่งหนึ่งของการแตกดับของจักรวาลเลยทีเดียว แต่ก็เป็นสัญญาณเตือน เช่น ในยุคที่กิเลสตระกูลราคะ หรือโลภะมาก จะเหนี่ยวนำให้เกิดฝนกรด คือเมื่อความโลภในผลของธุรกิจมากปล่อยแก๊ซเสียออกสู่บรรยากาศ ฝนตกลงมาก็มีกรดติดมาด้วย นี่เป็นสัญญาณเตือนที่ประมาทไม่ได้เลย

 

ข้อคิด : มั่ยควรเชื่อสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น

ที่มา :  http://www.dmc.tv/pages/top_of_week/tnt_think_around_all_2012_2_RIGHT.html

วิถีชีวิต “ชาวนา” การผลิตโดยไม่แสวงหากำไรแบบทุนนิยม

 

 

ส่วนมากเรามักจะมอง “ความยั่งยืน” เฉพาะในด้านรูปธรรมเป็นสำคัญ เช่น ความมั่นคงด้านอาหาร รายได้จากการขายหรือสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ยังมีอีกด้านหนึ่งที่เราไม่ควรมองข้าม นั่นก็คือการรักษาวัฒนธรรมและระบบเศรษฐกิจของชาวนารายย่อยเอาไว้ให้ได้ เพราะสิ่งเหล่านี้คือคุณค่าความเป็นอิสระ และความสามารถในการพึ่งพาตนเองของชุมชนชาวนา

ในด้านการพัฒนาระบบเศรษฐกิจชุมชนนั้น ชาวนาไม่ควรตั้งตนเป็นนายทุนเพราะเราไม่มีทุน หรือถ้ามีก็มีน้อยมากเมื่อเทียบกับนักลงทุนในระบบทุนนิยม หากต้องลงทุนทำกิจการตามกระแสโดยลำพัง มักจะต้องก่อหนี้ยืมสิน และธุรกิจทุนนิยม และธุรกิจทุนนิยมต้องขึ้นตรงกับระบบตลาด ซึ่งถูกควบคุมโดยนายทุนขนาดใหญ่ ชาวนาจึงเป็นเพียงเหยื่อของระบบตลาดทุนนิยมชาวนาควรรวมกลุ่มในระดับชุมชน เช่น กลุ่มอาชีพต่างๆ หรือสหกรณ์ในหลากหลายรูปแบบ เพื่อต่อรองและพยายามเข้าแทนที่ธุรกิจทุนนิยมโดยเฉพาะตลาดสินค้าการเกษตร ระบบเศรษฐกิจของชุมชนชาวนา ครอบครัวเกษตรกรรายย่อย คือหน่วยการผลิตพื้นฐานที่ต้องให้ความสำคัญสูงสุด ในแปลงการเกษตรของครอบครัวจะต้องทำการผลิตให้หลากหลายผสมผสาน (ทั้งพืชและสัตว์) และขยายกิจกรรมไปสู่การแปรรูปผลผลิต ทอผ้า จักสานฯลฯ เมื่อมีความพร้อมมากขึ้นก็ยกระดับไปสู่การรวมกลุ่ม และเป็นระบบสหกรณ์ เพื่อยกระดับ ไปสู่การรวมกลุ่ม เป็นระบบสหกรณ์ ยกระดับการแปรรูป ผลผลิต การตลาด ตลอดจนการสะสมทุนในท้องถิ่นต่อไป

การสร้างระบบเศรษฐกิจของชุมชนชาวนา จะต้องไม่เดินตามแนวทุนนิยม กล่าวคือต้องรักษาความเป็นอิสระของหน่วยผลิตพื้นฐาน คือครอบครัวเกษตรกรรายย่อย เอาไว้ให้ได้ ดังนั้นเป้าหมายในการผลิตของครอบครัวคือการผลิตเพื่อพึ่งตนเองและรักษาวิถีครอบครัวตนเองในฐานะที่ครอบครัวเป็นหน่วยของชุมชน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือครอบครัวชาวนาอยู่ได้ระบบชุมชนก็จะอยู่ ไม่ใช่ผลิตเพื่อแสวงหากำไรแบบทุนนิยม และไม่ไปขูดรีดแรงงานผู้อื่นเพื่อผลกำไรและความสบายส่วนตัว แต่ในระบบเศรษฐกิจชุมชนสามารถแลกเปลี่ยนแรงงานได้ และรับเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ได้แต่จะต้องปรับใช้ให้เหมาะสมกับเป้าหมายการผลิต โดยเป็นไปเพื่อการช่วยเหลือเกื้อกูล การแบ่งปัน เพื่อดำรงรักษาสถาบันครอบครัวและสถาบันชุมชน เอาไว้อย่างเหนียวแน่น

กล่าวโดยสรุปได้ว่าเส้นทางการพัฒนาของเกษตรกรรายย่อย คือการรวมตัวกันเพื่อคิดสร้างระบบเศรษฐกิจของชุมชน รักษาวิถีชีวิตชุมชน โดยไม่ยอมตกเป็นทาสขอบระบบทุนนิยมที่มีอำนาจกว่างขวางใหญ่โตแต่ชาวนาไม่อาจจะสู้ได้โดยลำพัง ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่ต้องร่วมกันคิดอย่างจริงจัง เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจของชุมชน และยกระดับพัฒนาให้มันกลายเป็นระบบเศรษฐกิจที่เข้มแข็งมีพลัง และนำไปสู่ “ระบบเศรษฐกิจแห่งชาติ” คู่ขนานไปกับระบบเศรษฐกิจทุนนิยมให้ได้ การดำรงอยู่ของระบบเกษตรกรรมยั่งยืน คือการสร้างความเข็มแข็งของครอบครัวชาวนารายย่อยหรือเกษตรกรผู้ทำการผลิตขนาดเล็กที่มีอิสระ เกษตรกรรายย่อยเหล่านั้นจะทำหน้าที่รักษาวัฒนธรรมชุมชน ระบบคุณค่าดั้งเดิมของชุมชนเอาไว้เช่นกัน การเร่งสร้างเศรษฐกิจของชุมชนและเชื่อมโยงเข้าหากันเพื่อเป็นเครือข่ายเศรษฐกิจที่กว่างขวางยั่งยืนช่วยเหลือกันได้มากขึ้นเป็นสิ่งจำเป็น แต่ถ้าเราปล่อยให้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมใหญ่โตโดยไม่มีคู่ต่อสู้ ก็เท่ากับว่าเรายอมให้นายทุนเข้าครอบงำอำนาจเบ็ดเสร็จ ทำลายชุมชน ทำลายครอบครัว ความเอารัดเอาเปรียบจะครองแผ่นดินระบบทุนจะเซาะกร่อนความมีน้ำใจ และวัฒนธรรมการช่วยเหลือเกื้อกูล สังคมไทยจะถูกทำลายอย่างถึงรากถึงโคน

ข้อคิด  : รู้ถึงวีถีชีวิตของชาวนา

อ้างอิงจาก : วารสารรายเดือนกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร

วิถีช…